บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Pruksa Holding (PSH.BK/PSH TB)
ประมาณการ 4Q68F: มีแนวโน้มขาดทุนสุทธิ
Event
ประมาณการ 4Q68F และปรับประมาณการกำไรใหม่
Impact
พรีเซลที่อยู่อาศัย 4Q68 ลดลง QoQ จากการไม่มีแคมเปญส่งเสริมการขายขนาดใหญ่
พรีเซล 4Q68 ของ PSH แย่ลง 52% QoQ เหลือ 1.86 พันล้านบาท จากฐาน 3Q68 สูงที่ 3.85 พันล้านบาท ที่ได้แรงหนุนจากแคมเปญส่งเสริมการขาย Pruksa D-Day ส่วนพรีเซลปี 2568 ลดลง 21% YoY เหลือ 1.1 หมื่นล้านบาท สาเหตุหลักจากยอดขายโครงการแนวราบน้อยลงมาก อีกทั้ง มูลค่าโครงการเปิดใหม่ปี2568 ก็ร่วงลง 26% YoY เหลือ 1.3 หมื่นล้านบาท จากการเปิดโครงการแนวราบลดลงที่ 8.8 พันล้านบาท (-46% YoY) การที่อุปสงค์ยังซบเซา PSH จึงวางแผนเปิดโครงการใหม่ปีนี้จำนวนน้อยลง ซึ่งเป็นนัยว่าจะจัดแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงรุกมากขึ้นเพื่อเร่งระบายบ้านค้างสต็อกออกไปโดยเร็ว
ธุรกิจด้านสุขภาพช่วง 3–4Q68 ยังดีขึ้น QoQ
เราคาดว่ารายได้ธุรกิจโรงพยาบาล 4Q68F จะมากกว่า 600 ล้านบาท โดยเติบโตเป็นสูงเลขหลักเดียวทั้ง YoY และ QoQ ด้วยอัตรากำไรขั้นต้น (gross margin) ที่ 22% ปัจจุบัน ประมาณการรายได้ธุรกิจโรงพยาบาลปี 2568F ของเราอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท (+2% YoY) และ gross margin ราว 21.5% ถือว่าระมัดระวังกว่า guidance ของบริษัทที่ 2.4 พันล้านบาท และ 25% ตามลำดับ
ประมาณการกำไร 4Q68F และปรับลดประมาณการปี 2568F–69F
เราประเมินยอดขายที่อยู่อาศัย 4Q68F ที่ 3.5 พันล้านบาท (+45% QoQ) จากการโอนคอนโดฯ ใหม่ที่สร้างเสร็จ 4 โครงการ มูลค่ารวมราว 1 หมื่นล้านบาท (ขายได้แล้ว 25%) แต่อัตรากำไรขั้นต้นอาจลดลง QoQ ต่ำกว่า 30% จากการแข่งขันที่รุนแรง นอกจากนี้ บริษัทอาจต้องบันทึกขาดทุนเพิ่มเติมจากการด้อยค่าการลงทุนราว 100 ล้านบาท ดังนั้น กำไรสุทธิ 4Q68F อาจพลิกเป็นขาดทุนราว 51 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 296 ล้านบาทใน 4Q67 ขณะนี้ ประมาณการกำไรสุทธิใหม่ปี 2568F ของเราที่ 145 ล้านบาท (-68% YoY) ต่ำกว่าประมาณการเดิม 51% ส่วนปี 2569F เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นเล็กน้อย 3% อยู่ที่ 266 ล้านบาท หรือเติบโต 27% จากกำไรของธุรกิจหลัก
Valuation & action
เรายังคงคำแนะนำ “ขาย” PSH และคงราคาเป้าหมาย SOTP ที่ 3.20 บาท (ธุรกิจหลัก 1.10 บาท อิงจาก discounted PE ที่ 9x (-0.5SD และมูลค่าธุรกิจด้านสุขภาพอีก 2.10 บาท) โดย ณ ราคาเป้าหมายดังกล่าว คิดเป็น PE ที่ 26x (+0.75SD เหนือค่าเฉลี่ย)
Risks
ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ โอกาสการปฏิรูปนโยบายจากภาครัฐ การให้สินเชื่อมีความเข้มงวดมากขึ้นท่ามกลางภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนสูงยืดเยื้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น รวมทั้ง การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรายวัน








