ปรับฐานจากสงครามแต่เชื่อใช้เวลาไม่นาน
Market Update
ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 521 จุด (-1%) หุ้นกลุ่มการเงินและ Technology ถูกเทขายท่ามกลางความกังวลในหลายประเด็น ด้านราคาน้ำมันดิน BRT บวก 2.5% นักลงทุนกังวลกับสถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่วนเช้านี้ปรับขึ้นบวกแข็งแกร่ง 8.7%
Market Outlook
คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พบว่าขยายตัว 2.9%YoY มากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.6% YoY ทำให้ระยะสั้นนักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ว่าต้นทุนผู้ผลิตที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคหรือไม่ แต่ทั้งนี้การปรับลงของหุ้นสหรัฐฯ อาจไม่ใช่จากความกังวลเงินเฟ้อ แต่อาจมาจากความกังวลสงครามสะท้อนผ่านเห็นเม็ดเงินไหลเข้าไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างตราสารหนี้ภาครัฐและราคาทองคำที่ปรับขึ้น ซึ่งมีสัญญาณมาตั้งแต่ 27 ก.พ. จากการเจรจากันระหว่างตัวแทนสหรัฐฯ และอิหร่านที่จบลงโดยไม่มีข้อสรุป และในวันที่ 28 ก.พ. อิสราเอล ก็ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ฝั่งอิหร่านก็ได้ตอบโต้กลับไปยังหลายๆ จุดที่เป็นฐานทัพของสหรัฐฯ และล่าสุดอิหร่านได้แต่งตั้งผู้นำคนใหม่ขึ้นมาแทนคนเก่า แม้อาจไม่สามารถประเมินได้ว่าผลกระทบจะใช้ระยะเวลาเพียงใด แต่ก็เชื่อว่าจะไม่ได้บานปลาย สาเหตุเนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งกลางเทอม หากยังคงปล่อยให้สงครามยึดเยื้อ ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้นกดดันต้นทุนสินค้า แต่หากถามว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นแรงใหม่เชื่อว่าจะไม่ได้ปรับแรงมาก เนื่องจากน้ำมันโลกปัจจุบันเป็นอุปทานส่วนเกิน ผสานกับ OPEC+ ล่าสุดในวันอาทิตย์อาศัยช่วงเวลาสงครามเพิ่มกำลังการผลิต 2.03 แสนบาร์เรล / วัน แต่อย่างไรก็ตาม แนะจับตาต่อทิศทางช่องแคบ HORMUZ หากมีการปิดจริงจะเร่งการขาดแคลนอุปทาน ทำให้มีโอกาสน้ำมันขยับขึ้นเพราะช่องทาง HORMUZ เป็นเส้นทางในการขนส่งน้ำมันต่อวันราว 20% ของอุปทานโลก หากไปดูสถิติในช่วงที่ผ่านมาสำหรับการเกิดสงครามพบว่า หลังเกิดสงคราม 1 วันตลาดหุ้นปรับลงเฉลี่ย 1.5-2% และหลังจากนั้นมักฟื้นตัว (เช้านี้ Dow Future -1% ทองคำ +1.98% น้ำมันดิบ BRT +8.7%) สำหรับผลกระทบประเมินว่าจะดีกับหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP แต่จะกดดันกับหุ้นที่มีน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเป็นต้นทุนอย่างโรงไฟฟ้า สายการบิน แต่ในเชิงเศรษฐกิจอาจมีผลจำกัด เพราะรัฐมนตรีพลังงานได้ยืนยันว่าไทยมีน้ำมันใช้อีก 60 วัน พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้ส่งออกน้ำมัน โดยการส่งออกของไทยจะหลักๆ จะไปอยู่ที่สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น แต่การท่องเที่ยวอาจกระทบกับนักท่องเที่ยวฝั่ง EU จากน่านฟ้าที่อาจปิดและเดินทางยากมากขึ้น โดยรวมแล้วมองปัจจัยสงครามเป็นเพียงระยะหนึ่งเชื่อว่าไม่นานแต่แนะจับตา โดยเฉพาะช่องแคบ HORMUZ หากไม่ได้มีการปิดช่องดังกล่าว และไม่ได้มีประเทศอื่นเข้ามาร่วมประเมินผลกระทบจำกัด พร้อมแนะการปรับลงของตลาดเป็นโอกาส
วันนี้ประมิน SET INDEX เสี่ยงปรับตัวลงในกรอบ 1500 – 1540 กลุ่มพลังงานจะเป็นตัวประครองดัชนีจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนมองการปรับฐานเป็นโอกาสสะสมมากกว่า เพราะเชื่อว่าจะไม่ได้บานปลาย เช่นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) ศูนย์การค้า (CPN) ค้าปลีก (CPALL) สื่อสาร (ADVANC)
หุ้นแนะนำซื้อวันนี้
KTB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท)
งบดุลแข็งแกร่งจากที่มี Coverage ratio สูง 230% และเงินกองทุนชั้นที่ 1 ราว 20% สิ้นปี 2025 ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงในการบริหารจัดการ ส่งผลให้ธนาคารสามารถผ่อนคลายลำรองหนี้ฯ ลงได้เพื่อรักษาฐานกำไร และรักษา ROE ในระดับ 2 หลัก
KBANK (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 210.00 บาท)
KBANK จะให้ความสำคัญต่อการบริหารเงินกองทุนด้วยการจ่ายเงินปันผลสูง และออกโครงการซื้อหุ้นคืน ต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศจ่ายปินผลพิเศษอีก 2 บาท / หุ้น และจ่ายจากกำไรอีก 10 บาท / หุ้น มองเป็นปัจจัยหนนระยะสั้นต่อราคาหุ้น









