KS Daily View 08.06.2026 >>> เลขแรงงานสหรัฐฯแกร่งกว่าคาด กระตุ้นเงินเฟ้อ ขึ้นดอกเบี้ย US กดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง กรอบ SET วันนี้ 1,565–1,590 แนะนำ SCC, KTC

Theme การลงทุนสัปดาห์นี้: สัปดาห์นี้เราประเมิน SET แกว่งในกรอบ 1,565-1,600 จุด โดยมองว่าตลาดมีโอกาสพักฐานระยะสั้น หลังจากปรับตัวขึ้นตอบรับปัจจัยบวกค่อนข้างเร็ว ทั้งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและตัวเลขGDP ไทย 1Q69 ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะที่ Valuation เริ่มตึงตัว โดย SET ซื้อขายที่ P/E มากกว่า 16 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะกลาง-ยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจAI ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ตาม คาดว่าการปรับฐานรอบนี้จะไม่ลึกมาก โดยประเมิน Downside จำกัดที่บริเวณ 1,520±จุด และมีโอกาสเห็นการหมุนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้น Global Play และ Growth Stock ที่ปรับขึ้นมามาก ไปสู่หุ้น Domestic Play และ Value Play ที่ยังมี Valuation น่าสนใจมากขึ้น โดยระยะสั้นกลุ่มที่ควรระวังคืออิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว โรงพยาบาล ค้าปลีก โรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม มีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจและราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยหุ้นเด่นประจำสัปดาห์นี้เราแนะนำ AWC, BH, KTC และ SCC

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: วันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,582.60 จุด -0.76% แรงขายมากในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนวันนี้เราประเมินกรอบ SET index ที่ 1,565–1,590 จุด ตลาดยังมีแนวโน้มย่อตัว ขานรับตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐฯที่แข็งแกร่งเกินคาด หนุนโอกาสFED ขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น และส่งผลให้ DXY กับ US Bond Yield ขยับขึ้น เพิ่มแรงกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยง โดยกลยุทธ์วันนี้เน้นรอย่อตั้งรับเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยแนะนำ SCC, KTC

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  • บอร์ด EEC อนุมัติให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP)พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) มูลค่าราว 72,000 ล้านบาท ครอบคลุมระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด น้ำ และพื้นที่ส่วนกลาง พร้อมเตรียมเปิดรับฟังความเห็นเอกชนก่อนเปิดประมูลต้นปี 2570 ขณะเดียวกันยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa)ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี เขตการค้าเสรี และวีซ่าพิเศษ มองเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้าง (WHA, AMATA, CK, STECON) จากโอกาสรับงานโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนใหม่ที่มีแนวโน้มเร่งตัวในพื้นที่ EEC
  • ภาคอสังหาริมทรัพย์เสนอให้รัฐบาลขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ออกไปอีก 1-2 ปี หลังมาตรการปัจจุบันจะหมดอายุวันที่ 30 มิ.ย. 2569 โดยมองว่าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อบ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อท่ามกลางภาวะกำลังซื้ออ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และการปล่อยสินเชื่อที่ยังเข้มงวด ซึ่งจะช่วยประคองตลาดอสังหาฯ ประเมินเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนลูกค้าระดับกลางถึงกลางบนสูงและได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงครึ่งหลังปีนี้
  • รัฐบาลเตรียมจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 3-4 หมื่นล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนขนาด 5-10 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน ช่วยลดค่าไฟและการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยผู้ติดตั้งจะได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งการลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 แสนบาท และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ขณะที่ภาครัฐตั้งเป้ารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนรวม 500 เมกะวัตต์ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ เป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานทดแทนและผู้จำหน่ายอุปกรณ์โซลาร์ เช่น GUNKUL, BCPG จากโอกาสเติบโตของตลาด Solar Rooftop ภาคครัวเรือน
  • โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีผู้ได้รับสิทธิแล้วกว่า 26 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายสะสม 12,533 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 7,297 ล้านบาท และเงินประชาชนร่วมจ่าย 5,236 ล้านบาท ขณะที่มีร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านแห่ง และกว่า 9 แสนร้านมียอดขายเกิดขึ้นจริง สะท้อนเม็ดเงินที่หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากและภาคค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังเตรียมเพิ่มช่องทางใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มFood Delivery ตั้งแต่ 15 มิ.ย. 2569 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของโครงการ เป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว

Daily pick

SCC: ราคาพื้นฐาน 248.00 บาท

  • ประกาศขายหุ้นใน CAP จำนวน 14.86% คิดเป็นมูลค่ารวม 2.49 หมื่นลบ. การขายครั้งนี้มากกว่าแผนเดิมที่ 10.57% เล็กน้อย
  • เรามองว่าธุรกรรมนี้เป็นผลดีต่องบดุล เนื่องจากเงินสดที่ได้รับจะช่วยลดหนี้และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินสำหรับการลงทุนเพื่อการเติบโต คาดว่าอัตราส่วนหนี้สุทธิ/EBITDA จะคงอยู่ที่ 4.5 เท่า
  • คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับ TP ขึ้นเล็กน้อยเป็น 248 บาท จากการได้รับเงินสดจากการขายหุ้น มองบวกต่อวัตถุดิบอีเทน

KTC: ราคาพื้นฐาน 39.00 บาท

  • บริษัทยังคงเป้าปี 2569 โดยคาดกำไรเติบโต สินเชื่อ +1-2%, ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต +5%, สินเชื่อส่วนบุคคล +2% และ NPL ต่ำกว่า 2% แม้เผชิญความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและราคาน้ำมัน
  • คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง จากการคัดกรองลูกหนี้เข้มงวด เน้นกลุ่มพนักงานประจำ ขณะที่การใช้จ่ายผ่านบัตรยังเติบโตดีจากประกันภัย ท่องเที่ยว และอีคอมเมิร์ซ โดยแนวโน้มหนี้ค้างชำระยังอยู่ในระดับควบคุมได้
  • แนวโน้มผลประกอบการดีขึ้น จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง หนุน NIM ขยายตัว และ non-NII เติบโตจากธุรกิจนายหน้าประกันดิจิทัลใน 2H69 คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 39 บาท จากปันผลสูง 6.1-6.6% และ Coverage Ratio สูงกว่า 400%

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

  • วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. ส่วนทางฝั่งสหรัฐฯ จับตา ดุลการค้า US เดือน เม.ย., ยอดขายบ้านมือสอง US เดือน พ.ค. คาด +0.9%MoM เร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ +0.2%MoM ส่วนทางจีน ติดตามตัวเลขส่งออก นำเข้า และดุลการค้าของจีน เดือน พ.ค.
  • วันพุธ ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ US CPI พ.ค. คาดที่ +4.2%YoY จาก +3.8%YoY, เงินเฟ้อ US Core CPI พ.ค. คาดที่ +2.9%YoY จาก +2.8%YoY, สต๊อกน้ำมันดิบ US รายสัปดาห์ ส่วนทางฝั่งจีนจับตา ดัชนี PPI, CPI และ Core CPI ของจีน เดือน พ.ค.
  • วันพฤหัส ติดตามยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์US, ดัชนี US PPI เดือน พ.ค., ดัชนี US Core PPI เดือน พ.ค. และการประชุม ECB คาดขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
  • วันศุกร์ ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค US จาก ม.มิชิแกน เดือน มิ.ย.
- Advertisement -