บล.พาย:
FINANCE: กลับสู่โหมดการเติบโตของกำไรที่สูงขึ้น (NEUTRAL)
TOP PICK: MTC, TIDLOR
เราคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ที่ 5.9 พันล้านบาท (+6.2% YoY, +4.5% QoQ) ใน 3Q24 หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวล้อกับการขยายตัวของสินเชื่อ การที่บริษัทควบคุมหนี้เสียได้ดีขึ้น ทำให้ภาระสำรองหนี้ฯ ชะลอตัว กอปรกับสินเชื่อขยายตัวต่อเนื่อง เราคาดว่ากำไรสุทธิรวมในปี 2024-26 จะเติบโตสูงขึ้น 9.4%/11.2%/11.9% ตามลำดับ โดยคาดบริษัททั้ง 4 แห่ง มีกำไรเติบโตต่อเนื่องในปี 2024-26 แม้บริษัทสามารถควบคุมหนี้เสียได้ดีขึ้น แต่เศรษฐกิจฟื้นตัวเปาะบางทำให้คุณภาพ สินเชื่ออ่อนแอเป็นความท้าทายหลัก ขณะที่ความผันผวนของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในระยะยาวของสหรัฐปรับสูงขึ้น จากการคาดการณ์ต่ออัตราเงินเฟ้อสหรัฐทรงตัวสูง แต่เราพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยค่อนข้างทรงตัว ดังนั้น เรามองว่าต้นทุนการเงินของกลุ่มธุรกิจจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 2025 ด้านการลงทุน เราคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก MTC TIDLOR เป็นหุ้นเด่น
คาดกำไรสุทธิรวมใน 3Q24 เติบโต 6.2% YoY และ 4.5% QoQ
- คาดกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ 4 แห่ง (KTC, MTC, SAWAD, TIDLOR) จะมีกำไรสุทธิรวมที่ 5.9 พันล้านบาท (+6.2% YoY, +4.5% QoQ) ใน 3Q24 หนุนจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิล้อกับการขยายสินเชื่อ (2) ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) และ (3) รายได้ค่าธรรมเนียมจากค่าคอมมิชชั่นการเป็นนายหน้าขายประกัน ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อย QoQ จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ลดลง
- คาด MTC และ SAWAD จะรายงานกำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่ TIDLOR มีกำไรเติบโต YoY แต่ลดลงเล็กน้อย QoQ ส่วน KTC ได้รายงานผลกำไรสุทธิใน 3Q24 ออกมาเติบโตทั้ง YoY และ QoQ สินเชื่อรวมใน 3Q24 ขยายตัวสูงขึ้น ขณะที่หนี้เสียควบคุมได้ตามเป้าหมาย
- สินเชื่อรวมขยายตัวสูงขึ้น 3% QoQ ใน 3Q24 เทียบกับที่โต 2.3% ใน 2Q บริษัททั้ง 4 แห่งมีสินเชื่อขยายตัว โดย MTC ขยายตัวโดดเด่นที่สุด 4.8% QoQ ส่งผลให้สินเชื่อรวมของกลุ่มฯ ขยายตัว 5.7% YTD ใน 9M24
- คาดหนี้เสียรวมปรับสูงขึ้น 4.2% QoQ ใน 3Q24 (2Q24: +4.4% QoQ) โดยคาด NPL ratio เฉลี่ยทรงตัว QoQ ที่ 2.6% โดยทั้ง 4 บริษัทสามารถควบคุมหนี้เสียได้ตามเป้าหมาย และ Coverage ratio ของกลุ่มฯ ปรับลงเล็กน้อยที่ 162.7% เข้าสู่ยุคการฟื้นตัวของอัตราการเติบโตกำไรในปี 2024 หลังผ่านพ้นช่วงการเติบโตต่ำในปี 2023
- หลังเผชิญปัญหาหนี้เสียเร่งตัวขึ้นมากในปี 2023 ทำให้กลุ่มไมโครไฟแนนซ์มีแรงกดดันจากสำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้นสูงจนกดดันให้กำไรสุทธิรวมเติบโตชะลอตัวเพียง 3.5% เท่านั้น กลุ่มบริษัทปรับตัวด้วยการหันมาเน้นการเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวส่งผลให้ภาระสำรองหนี้ฯ ชะลอตัวตามมา แม้ว่า NIM จะอ่อนตัวมากผลจากต้นทุนการเงินที่ยังเร่งตัวขึ้น เราคาดว่ากำไรสุทธิรวมในปี 2024 จะเติบโตสูงขึ้นเป็น 9.4% ในปี 2024
- สำหรับในปี 2025-26 เราคาดว่ากลุ่มไมโครไฟแนนซ์จะยังคงรักษาอัตราการเติบโตของกำไรดีต่อเนื่อง โดยคาดกำไรรวมจะเติบโต 11.2%/11.9% ในปี 2025-26 หนุนจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวจากการเติบโตต่อเนื่องของสินเชื่อ (2) รายได้ค่าธรรมเนียมโตจากธุรกิจประกัน และ (3) Credit cost ลดลงต่อเนื่องเหลือ 346 bps/339 bps ในปี 2025-26
- คาดกำไรสุทธิของ MTC จะขยายตัวโดดเด่น 19% CAGR (2024-26) เทียบกับ KTC (+4 % CAGR) SAWAD (+10% CAGR) TIDLOR (+13% CAGR) ในช่วงเวลาเดี่ยวกัน
คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก MTC TIDLOR เป็นหุ้นเด่น
- เราคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เพราะแม้มีมุมมองบวกต่อการเติบโตกำไรของกลุ่มไมโครไฟแนนซ์จะปรับตัวดีขึ้นในปี 2024-26 และ Valuation ที่น่าสนใจมากขึ้นหลังจากราคาหุ้นปรับตัวลง เพราะกังวลจาก Bond yield ที่ปรับสูงขึ้น โดยกลุ่มฯ ซื้อขายที่เฉลี่ย 12.8x PE’25E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี (2019-23) ที่ 20.7x แต่เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเปาะบางเป็นปัจจัยท้าทายต่อคุณภาพสินเชื่ออ่อนแอลง และมีอัตราผลตอบแทนต่ำเพียง 1.5-1.8% ในปี 2024-26 เท่านั้น
- แนะนำ MTC (“ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 53.00 บาท) เพราะ (1) กำไรสุทธิฟื้นตัวโดดเด่นในปี 2024-26 (2) ควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (3) อัตราผลตอบแทนการลงทุนน่าสนใจ ด้าน TIDLOR (“ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 18.30 บาท) เพราะ (1) Valuation น่าสนใจ และ ROE เป็นขาขึ้น (2) ความสามารถการทำกำไรฟื้นตัวในปี 2024-26 และ (3) การปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้งทำให้จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการบริหาร และไม่จำเป็นต้องออกหุ้นปันผลทำให้ จะไม่เกิดผลกระทบ Dilution effect
คาดกำไรสุทธิรวมใน 3Q24 เติบโต 6.2% YoY และ 4.5% QoQ
- เราคาดบริษัทในกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ที่เราวิเคราะห์ (KTC, MTC, SAWAD, TIDLOR) จะมีกำไรสุทธิรวมที่ 5.9 พันล้านบาท (+6.2% YoY, +4.5% QoQ) การเติบโต YoY และ QoQ เนื่องจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Nil) ขยายตัวล้อกับการขยายสินเชื่อ (2) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จากค่าคอมมิชชั่นการเป็นนายหน้าขายประกัน และ (3) หนี้สูญได้รับคืนจาก KTC แม้ว่าค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับสูงขึ้นจากการขยายสาขา และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ทรงตัวสูง
- เราคาดว่า MTC และ SAWAD จะรายงานกำไรสุทธิเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ปัจจัยหลักหนุนเกิดจากสินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว ขณะที่ TIDLOR มีกำไรเติบโต YoY แต่ยังลดลง QoQ เพราะค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ที่เพิ่มขึ้น
- ขณะที่ KTC ได้รายงานกำไรสุทธิใน 3Q24 เติบโต 3.4% YoY และ 5.1% QoQ หนุนจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวจากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่สูงขึ้น (2) หนี้สูญได้รับคืนเพิ่มขึ้น และ (3) สำรองหนี้ฯ ลดลง QoQ
- ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เฉลี่ยมีแนวโน้มทรงตัว QoQ ที่ 16% แต่ปรับลดลง 55 bps YoY เพราะแรงกดดันจากต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น โดย MTC และ SAWAD แนวโน้ม NIM มีเสถียรภาพมากขึ้นเทียบกับใน 2Q24 แต่ยังปรับลดลงค่อนข้างมากเทียบ YoY ขณะที่ TIDLOR มี NIM ที่ทรงตัว YoY และ QoQ โดย KTC มี NIM สูงสุดที่ 19.6% เนื่องจากสินเชื่อหลักเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (บัตรเครดิต และส่วนบุคคล) ทำให้มีอัตราผลตอบแทนสินเชื่อสูง
- ค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้การดำเนินงาน (Cost to income ratio) มีแนวโน้มทรงตัว QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY ที่ 47.4% (-2 bps YOY, +43 bps QoQ) เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมด้านการตลาด และการขยายตัวทางธุรกิจ เช่น การเพิ่มจำนวนสาขาต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน โดย KTC มี CIR ต่ำที่สุดราว 38.2% เพราะการขยายสินเชื่อไม่ได้พึ่งพิงการขยายสาขาใหม่เหมือนเช่นกรณีของ MTC SAWAD TIDLOR
สินเชื่อเร่งตัวขึ้นใน 3Q24 ขณะที่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยท้าทาย
- ความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกค้าบุคคล กอปรกับกลยุทธ์การขยายสาขาใหม่เพื่อเจาะฐานลูกค้าใหม่ เราคาดว่าสินเชื่อรวมจะขยายตัวสูงขึ้นที่ 3% QoQ ใน 3Q24 (2Q24: +2.3%) และขยายตัว 5.7% YTD ใน 9M24 การขยายตัวของสินเชื่อส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจจำนำทะเบียน และจำนำที่ดินจาก MTC SAWAD TIDLOR ขณะที่ธุรกิจบัตรเครดิต และส่วนบุคคลยังชะลอตัวทำให้สินเชื่อของ KTC หดตัว 5.5% YTD
- แม้รัฐบาลจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณเป็นปกติใน 3Q24 แต่เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวเปาะบาง และรัฐบาลเพิ่งจะดำเนินนโยบายแจกเงินคนละ 10,000 บาท ในช่วงปลายเดือน ก.ย. ทำให้ไม่ได้ส่งผลบวกต่อบริษัทในกลุ่ม Microfinance ทำให้หนี้เสียยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจจำนำทะเบียน อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่เติบโตชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา การปรับลดวงเงินในการปล่อยสินเชื่อ และประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ที่ดีขึ้น ทำให้หนี้เสียที่สูงขึ้นยังอยู่ในกรอบการควบคุมของบริษัท
- เราคาดว่า NPL ratio เฉลี่ยใน 3Q24 จะทรงตัว QoQ ที่ 2.6% แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.5% ใน 3Q23 เทียบกับใน 2Q24 คาดว่า NPL ratio ของ MTC จะลดลงเหลือ 2.8% ส่วนของ TIDLOR จะทรงตัวที่ 1.9% แต่ SAWAD คาด NPL ratio จะเพิ่มเป็น 3.4%จาก 3.3% ใน 2Q ขณะที่ KTC รายงาน NPL ratio ลดลงเหลือ 1.9%
- การบริหาร NPL อย่างรัดกุมและการตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้น KTC มีสำรองหนี้ฯ ต่อหนี้เสีย (Coverage ratio) สูงสุดที่ 373% เทียบกับ MTC (126%) SAWAD (65%) และ TIDLOR (222%)
- ที่สำคัญบริษัททั้ง 4 แห่ง ล้วนมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ระดับ D/E ratio อยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่เป็นปัญหาต่อการขยายธุรกิจในอนาคต
ความสามารถการทำกำไรฟื้นตัว
ผลการดำเนินงานยังอยู่บนเส้นทางฟื้นตัว แต่สำคัญที่ต้องสามารถควบคุมคุณภาพสินเชื่อให้ได้
- เราคาดว่าสินเชื่อในปี 2024-25 จะเติบโตชะลอตัวที่ 10.4%/11.5% ในปี 2024-25 จาก 24.3% ในปี 2023 ผลกระทบจากเศรษฐกิจ ฟื้นตัวเปาะบาง และการเติบโตสูงถึง 71% YoY ในปี 2023 ผลจากที่ SAWAD ได้รวมงบการเงินของบริษัทเงินสดทันใจ (Fast Money) เข้ามาหลังจากการซื้อธุรกิจกลับคืนมาจากธนาคารออมสิน
- กำไรสุทธิรวมในปี 2023 เติบโต 3.5% ในปี 2023 เทียบกับเติบโต 10.2% CAGR (2019-2023) เพราะกระทบจาก (1) สำรองหนี้ฯเพิ่มขึ้นสูงถึง 62.6% YoY จากคุณภาพสินเชื่อที่อ่อนแอลง (2) NIM ปรับลดลง เพราะต้นทุนการเงินเร่งตัวขึ้นล้อกับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และการควบคุมเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของภาครัฐ และ (3) ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ
- แนวโน้มความสามารถการทำกำไรในปี 2024-25 จะดีขึ้น เพราะแม้สินเชื่อในปี 2024-25 จะเติบโตชะลอตัว และจะยังได้รับผลกระทบจากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลงในปี 2024 เราคาดว่ากำไรสุทธิรวมจะปรับเพิ่มขึ้น 9.2 %/11.2% ในปี 2024-25 ผลบวกจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวต่อเนื่อง (2) รายได้ที่มีใช่ดอกเบื้นขยายตัว ส่วนใหญ่จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจประกันภัย และหนี้สูญรับคืน และ (3) ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ลดลง จากการควบคุมหนี้เสียได้ดีขึ้น แม้จะยังปรับสูงขึ้นก็ตาม เราคาดว่า Credit cost ของกลุ่ม Microfinance จะปรับลดลงเหลือ 357 bps/343 bps ในปี 2024-25 จาก 379 bps ในปี 2023
- เราคาดว่ากำไรสุทธิของ MTC จะเติบโตโดดเด่นที่สุด 18.7% CAGR (2024-26) เทียบกับ TIDLOR ที่คาดจะขยายตัว 13.2% SAWAD ขยายตัว 10% และ KTC ขยายตัวเพียง 4.1% ในช่วงเวลาเดียวกัน
- กลุ่ม Microfinance ยังเผชิญกับต้นทุนการเงินสูงขึ้น และการแข่งขันในธุรกิจที่สูง ทำให้ NIM ในปี 2024 จะปรับลดลงเหลือ 15.8% (-57 bps YoY) แต่เพราะต้นทุนการเงินจะทรงตัวมากขึ้นในปี 2025 ส่วนหนึ่งเพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และต้นทุนจากการออกหุ้นกู้ใหม่มีแนวโน้มลดลง หลังจากวัฏจักรดอกเบี้ยปรับลดลง ทำให้มองว่า NIM จะเพิ่มขึ้น 10 bps ในปี 2025 ที่จะเป็นปัจจัยหนึ่งผลักดันกำไรเติบโตต่อเนื่องในปี 2025
- แม้จะคาดว่ากำไรสุทธิเติบโตสูงขึ้นในปี 2024-25 แต่เพราะกลุ่ม Microfinance มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ค่อนข้างน้อย เพราะ ต้องนำสภาพคล่องมาใช้เพื่อขยายธุรกิจเป็นหลัก ทำให้ ROE เฉลี่ยจะปรับลดลงที่ 16.8%/16.4% ในปี 2024-25 เทียบกับ 17.3% ในปี 2023 โดยมีเพียง MTC และ TIDLOR ที่คาดจะมี ROE เพิ่มขึ้นในปี 2024-25 และคาดอัตราผลตอบแทบเงินปันผลเพียง 1.5%/1.7% ในปี 2024-25 ดังนั้น กลุ่ม Microfinance จึงไม่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเพื่อรับเงินปันผล
อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ที่ Finance 241111








