บล.กรุงศรีฯ:

KSS Global Macro Strategist Comment: ฝ่ายวิจัยได้เข้าร่วมงานสัมมนา Online ของ MUFG หัวข้อ MUFG Webinar: After the Vote – What the new US Leadership means for markets มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้: 

  • Trump part II & US dollar and rates outlook: การตอบสนองของค่าเงิน USD หลังผลการเลือกตั้งสหรัฐออกมาเป็นฝ่าย Republican ชนะ มีค่อนข้างต่ำ โดย MUFG มองว่ามาจากหลายสาเหตุ ได้แก่

1. ตลาดคาดว่าจีนยังมีศักยภาพในการลดค่าเงินเพื่อตอบโต้กับนโยบายการค้าของสหรัฐในระดับสูง

2. ระดับ Valuation ของ Dollar Index ณ ปัจจุบันนั้นอยู่ที่ระดับใกล้ Avg + 2sd. ต่างจากช่วงที่ Republican ชนะการเลือกตั้งในปี 2016 ที่ Dollar Index ซื้อขายอยู่ระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ย

3. ตลาดมีการปรับสถานะสะท้อนโอกาสที่ Trump จะชนะในระดับสูงกว่ารอบปี 2016 ไปแล้ว 

อย่างไรก็ตาม MUFG มองว่าค่าเงิน Dollar Index มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นนับจากนี้ไป เนื่องจากแนวนโยบายหลักของ Trump ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อ นำโดย นโยบายการขึ้นกำแพงภาษีการค้า

  • Trump vs the Fed: How could Trump influence the Fed? เชื่อว่า Trump จะไม่สามารถแทรกแซงการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐได้ เนื่องจากมีข้อกฏหมายคุ้มครองอยู่ ทั้งนี้วาระการเป็นประธาน Fed ของ Jerome Powell จะหมดลงในเดือน พ.ค. 2026 นอกจากนี้ยังจะอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการ Fed จนถึงปี 2028 ในภาพรวมจึงเชื่อว่า Fed จะพิจารณาตัดสินใจนโยบายการเงินโดยอ้างอิงข้อมูลเป็นหลักดังเดิม
  • Trade Policy: More tariffs are coming but how? นโยบายกำแพงภาษีการค้าที่ Trump วางไว้เบื้องต้นคือ เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเริ่มที่ระดับ 50% ทุกรายการ และเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ เริ่มต้นที่ระดับ 10% ทุกรายงาน ในเชิงรายละเอียด MUFG มองว่ามีโอกาสเผชิญข้อจำกัดทางด้านกฏหมาย เนื่องจากหลักเกณฑ์ในการขึ้นภาษีจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ว่าประเทศคู่ค้ามีการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะพิสูจน์ว่าสินค้าทุกรายการเข้าข่ายการปฏิบัตอย่างไม่เป็นธรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่จะเห็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อผลักดันแนวนโยบายดังกล่าวได้ เนื่องจาก MUFG มองว่า Mandate ของพรรค Republican รอบนี้มีความแข็งแกร่งมากจากการชนะ Popular Vote, ชนะการเลือกตั้งใน Swing State ทั้ง 7 รัฐ และครอบครองเสียงทั้งสภาบนและสภาล่าง
  • Implications to Asia: MUFG มองแนวทางการดำเนินนโยบายด้านการค้าออกเป็นสองแนวทาง ได้แก่

1. เริ่มรุนแรงแล้วค่อยๆถอนออก เช่น เริ่มเก็บภาษีการค้าที่ระดับสูง ก่อนจะค่อยๆเจรจาต่อรองทางการค้าเพื่อลดกำแพงภาษีลงมา

2. ค่อยๆเริ่มแล้วเร่งขึ้น ค่อยๆเริ่มใช้มาตรการทางภาษีการค้าอย่างช้าๆ แล้วเพื่อระดับความรุนแรงและขยายวงออกไป 

โดย MUFG มองว่ามีโอกาสที่จะเป็นแบบกรณีที่ 1 มากกว่าเนื่องจาก Scott Bessent ที่มีแนวโน้มเข้ามารับตำแหน่งในกระทรวงพาณิชย์ของ Trump เคยให้ความเห็นไว้ว่าจะใช้ภาษีทางการค้าเป็นเครื่องมือในการต่อรอง ทั้งนี้ไม่ว่าแนวทางการดำเนินนโยบายจะเป็นแบบใด MUFG มองว่าจะส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินสกุลต่างๆในเอเชียกับค่าเงินหยวนของจีนเพิ่มสูงขึ้น ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มสงครามการค้าในปี 2018

KSS Strategy:  ประเมินระยะสั้น 1.) ผลกระทบ Dollar Index ที่แข็งค่ามาล่วงหน้ามาแตะ 105.3/105.85จุด คาดจะเริ่มถูกขายทำกำไรและอ่อนค่าลงรับการปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งของ Fed ภายในปีนี้  2.) เงินบาทที่อ่อนค่ามาแตะ 34.15/34.4บาทต่อเหรียญฯ จะกลับมาแข็งค่าในเชิงเปรียบเทียบ  3.)Bond Yields 10ปี สหรัฐฯ จะติดแนวต้าน 4.5% แล้วมีแรงซื้อกลับ กด UST ลดระดับลง  4.)ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง EMs จะสลับกันขึ้น โดยมีกลุ่มประเทศ TIPs เด่น จากสัดส่วนรายได้โดยตรงจากจีน+สหรัฐฯ ที่ต่ำกว่า 2-3% ตอบรับ US Rally ในช่วงที่เหลือของปี   กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น ตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย. – ธ.ค. 2024 เดินหน้าแตะเป้าหมาย SET สิ้นปี 2024 ที่  1540 จุด ได้เป็นอย่างน้อย แนะนำกลุ่มหุ้นเด่น 4Q24F : AOT, GULF, GPSC, MTC, CPALL, BJC, BDMS, KTB, ADVANC, HMPRO       

ระยะกลาง – ยาว เน้นที่หุ้นได้ประโยชน์จาก นโยบายของ TRUMP 2.0   1.) กลุ่มนิคม AMATA, WHA   2.)กลุ่มพลังงาน PTT, PTTEP 3.)ส่งออกอาหาร ได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่ากว่าสมมติฐานเดิมและได้ประโยชน์จากการโยก Order เน้น  TU (ได้ประโยชน์จากนโยบายลด Corporate Tax), CPF ยาง เน้น STA, STGT (จากสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าถุงมือยางจากจีน คาดจะหนุนยอดส่งออก)   4.)Domestic อาทิ กลุ่มธนาคาร (SCB, KBANK, KTB), ค้าปลีก (CPALL, BJC, HMPRO) สื่อสาร(ADVANC) Utilities(GULF, GPSC)

- Advertisement -