KS Daily View 04.04.2025>>> S&P 500 ร่วงแรงทำระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนครึ่ง จากความกังวลนโยบายภาษีที่มากกว่าตลาดคาด ด้านตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง แต่น้อยกว่าตลาดในภูมิภาค ประเมินแกว่งตัว 1,150-1,180 ติดตามการเจรจาภาษี หุ้นแนะนำ CPF, TIDLOR

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนครึ่ง โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 4.84%, Nasdaq Composite ลดลง 5.97% และ Dow Jones ลดลง 3.98% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่มากที่สุดตั้งแต่กลางปี 2020 จากความกังวลการขึ้น Reciprocal tariffs ที่มากกว่าตลาดคาดจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยหุ้นเผชิญแรงขายรุนแรงทุกตัว ยกเว้นกลุ่ม Consumer Staples, Healthcare และ Utilities ที่ทำได้ดีกว่าตลาด สำหรับปัจจัยถัดจากนี้ตลาดรอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวลล์ ในคืนนี้

ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,161.81 จุด ปรับตัวขึ้นราว 11 จุด (-0.9%) Gap down ตามตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ได้รับปัจจัยกดดันจาก Reciprocal tariffs ที่ทรัมป์เรียกเก็บภาษีกับไทยในอัตรา 37% โดยมีผลวันที่ 9 เม.ย. 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดผลกระทบต่อ GDP ราว 1% ทำให้อาจเห็นการเติบโตของ GDP ในปี 2568 ที่ 1.4% จากการส่งออกที่อาจหดตัวลง 0.5% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลของการเจรจา หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอย่าง DELTA อาหาร และอาหารสัตว์ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม ปรับตัวลงแรง เราประเมินตลาดยังคง Sideway ในกรอบ 1,150 – 1,180 รอติดตามความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และอาจได้รับปัจจัยลบจากกลุ่มน้ำมันที่อาจปรับตัวลงจากราคาน้ำมันที่ลดลงแรง หุ้นแนะนำวันนี้ CPF, TIDLOR

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  1. ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่าพร้อมจะพิจารณาลดภาษีนำเข้าหากประเทศคู่ค้าเสนอข้อแลกเปลี่ยนที่ “ยอดเยี่ยม” ในการเจรจา แม้ตลาดหุ้นจะร่วงลงอย่างหนักจากนโยบายภาษีใหม่ โดยทรัมป์ยืนยันว่าภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือที่ให้อำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ และทุกประเทศได้ติดต่อเข้ามาแล้ว ในกรณีของจีน เขาระบุว่าอาจพิจารณาลดภาษีหากจีนอนุมัติการขายธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ และแม้ตลาดจะผันผวน แต่เขาเชื่อว่าในที่สุดเศรษฐกิจจะฟื้นตัวและดีขึ้น พร้อมชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยและราคาสินค้าที่ลดลงเป็นสัญญาณที่ดี
  • กระทรวงการคลังเปิดเผยว่าการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ไทย 37% จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยถึง 1% เนื่องจากไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ กว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลไทยจึงเตรียม 3 มาตรการรับมือ ได้แก่ การสร้างสมดุลการค้าโดยเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ การแก้กฎหมายภาษีนำเข้าเพื่อสนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีความพร้อมนำเข้า เช่น ข้าวโพดและปลาทูน่า และการทบทวนมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี โดยจะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ภายใน 2-3 สัปดาห์นี้
  • กลุ่ม OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบเร็วกว่ากำหนด โดยจะปรับเพิ่มกำลังผลิตในเดือนพฤษภาคมอีก 411,000 บาร์เรลต่อวัน สูงกว่าแผนเดิมที่ 135,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากมองว่าสภาพตลาดยังแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่ดี แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงกว่า 6% สู่ระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่การประชุมครั้งถัดไปของกลุ่ม OPEC+ จะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม เพื่อตัดสินใจเรื่องแผนการผลิตเดือนมิถุนายนต่อไป
  • นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2568 ในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และตุลาคม หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้กับประเทศคู่ค้า โดย FedWatch Tool ของ CME Group ชี้ว่านักลงทุนคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยครั้งละ 25 bps จนถึงระดับ 3.50-3.75% ในเดือนตุลาคม ขณะที่นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ในวันพรุ่งนี้เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
  • สหรัฐฯ รายงาน ISM Services ลดลงสู่ระดับ 50.8 จาก 53.5 ในเดือนก่อนหน้า สาเหตุสำคัญมาจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ แม้ว่าบางอุตสาหกรรม เช่น ที่พักและร้านอาหาร การขนส่ง และการเงินและประกันภัย ยังคงมีการเติบโต แต่ก็มี 7 อุตสาหกรรมที่หดตัวลง สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อการชะลอตัวที่อาจเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน

หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:

  • CPF: ราคาพื้นฐานที่ 28.40 บาท

เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ CPF จากมาตรการผ่อนปรนภาษีนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ของกระทรวงการคลัง เนื่องจากไทยมีความต้องการข้าวโพด 9.2 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 2 ล้านตัน และใช้ข้าวสาลีทดแทน 1.7 ล้านตัน การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ที่ราคาถูกกว่าในประเทศ 30% แม้รวมค่าขนส่ง 30-50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน จะช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้เฉลี่ย 1 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 3-4% ส่งผลให้กำไรภาคปศุสัตว์อาจเพิ่มขึ้น 8-10% หนุนอัตรากำไรขั้นต้นของ CPF ให้ดีขึ้น

  • TIDLOR: ราคาพื้นฐาน 23.00 บาท

เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ TIDLOR โดยเฉพาะหลังราคาหุ้นปรับฐานจากการประกาศปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นจุดเข้าลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ เราคาดว่ากำไรในปี 2568 จะเติบโตแข็งแกร่ง หนุนโดยการเติบโตของสินเชื่อในระดับปานกลางและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นโดยมีปัจจัยบวกที่อาจดีกว่าคาดคืออัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลง จากการขาดทุนจากการยืดทรัพย์ที่ลดลงและค่าตัดจำหน่ายทรัพย์สินที่ดีขึ้น ตามราคาขายรถยนต์มือสองที่ฟื้นตัวตั้งแต่เดือน ม.ค. 2568

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

  • วันศุกร์ ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของไทย (TH inflation) เดือน มี.ค. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +1.08% YoY และเงินเฟ้อไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน (TH Core CPI) เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +0.99% YoY ต่อด้วยการรายงานเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐ ภาคจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm payrolls) เดือน มี.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 1.20 แสนตำแหน่งชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.51 แสนตำแหน่ง ต่อด้วยตัวเลขอัตราการว่างงาน (Unemployment rate) เดือน มี.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 4.2% เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 4.1%
- Advertisement -