Daily Focus: SET เสี่ยงหลุด Low เดิม 1,155-1,157 จุด

2025 SET Target: 1390

ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ปรับตัวลงตามตลาดหุ้นทั่วโลก ปิดลบ 10.88 จุด ที่ระดับ 1,161.81 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้นเป็น 4.1 หมื่นลบ. หลังสหรัฐฯประกาศอัตราภาษีตอบโต้สำหรับไทยสูงกว่าที่ตลาดคาด กดดันหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามดัชนียังยืนเหนือ Low เดิม 1,155 จุดได้ สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 1.9 พันลบ.และ 2.1 พันลบ. ตามลำดับ (ต่างชาติพลิกมา Short Index Futures 2.9 หมื่นสัญญา)

แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะอ่อนตัวลงทดสอบ Low 1,155-1,157 จุด และมีความเสี่ยงที่จะหลุดต่ำกว่า โดยยังคงถูกกดดันจากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบจากความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสชะลอหรือถดถอยจากผลของมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่มีอัตราสูงกว่าคาด ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนักและไหลเข้าหาพันธบัตรอย่างชัดเจน สะท้อนผ่าน Bond Yield 2 และ 10 ปีของสหรัฐฯปรับลงแรงแตะ 3.68% และ 4.04% ต่ำสุดในรอบเกือบ 6 เดือน ขณะที่กลุ่มพลังงานต้น-กลางน้ำ วันนี้คาดถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงแรง 7% หลัง 8 ประเทศ OPEC+ ตกลงเพิ่มกำลังการผลิต 4.11 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือน พ.ค. จากที่ตลาดคาดไม่เกิน 1.4 แสนบาร์เรลต่อวัน ส่วนปัจจัยในประเทศเรามองว่ามีโอกาสที่กนง.อาจปรับลดดอกเบี้ย 25 bps จากระดับ 2% ในการประชุมปลายเดือนนี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจและลดผลกระทบเชิงลบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้องติดตามว่าครม.จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราภาษีดังกล่าวลงมาได้มากน้อยเพียงใด เรายังแนะนำเลี่ยงลงทุนกลุ่มส่งออกระยะสั้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารส่งออกปลายน้ำ ยาง เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะปรับตัวได้แข็งแรงกว่าคือ Defensive และ Consumer Staple ได้แก่ สื่อสาร การแพทย์ โรงไฟฟ้า IPP ค้าปลีก เป็นต้น

กลยุทธ์ : ยังเน้น Selective Buy หุ้น Domestic ที่มีแนวโน้มกำไร 1Q25-2025 แข็งแกร่งและกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว

หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : BA, BBL, CPF, HMPRO, OSP

FSSIA Portfolio: BA, BBL, BTG, CPALL, MTC, NSL, PR9, SEAFCO, SHR

หุ้นเด่น Finansia 4 เม.ย. 25 : BDMS

  • แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 36.50 บาท
  • แนวโน้มผลการดำเนินงาน 1Q25 เบื้องต้นคาดว่ายังคงเติบโตในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง มีลุ้นเติบโตทั้ง q-q และ y-y ทั้งไทยที่เริ่มมีโรคระบาด ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติคาดว่ายังโตได้
  • เราคาดกำไรปี 2025 ที่ 1.76 หมื่นลบ. +10% y-y เราเชื่อว่าราคาหุ้น BDMS จะปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาดจากความเป็น Defensive Sector ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและตลาดที่ Risk-Off
  • แนวรับ 22.20 บาท แนวต้าน 23.50//24.50 บาท 

ประเด็นสำคัญวันนี้

(-) กลยุทธ์ลงทุนหลังสหรัฐประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ไทยที่ 37% สูงกว่าตลาดคาดู 10-20% โดยรวมเราเชื่อเศรษฐกิจไทยน่าจะมี downside กว้างขึ้น จากก่อนสหรัฐประกาศขึ้นภาษีกระทรวงพาณิชย์ได้คาดสหรัฐจะปรับขึ้นภาษีไทยระดับเดียวกับของไทยที่ 10% ซึ่งจะกระทบ ต่อ GDP growth 0.2-0.6% แต่สหรัฐได้ปรับขึ้นภาษีเกินคาดค่อนข้างมาก ส่วนเราคาดว่าทุกๆ 1% ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐลดลง จะกระทบต่อ GDP growth ลดลงราว 0.1% ดังนั้นเราจึงน่าจะเห็นตลาดมีปรับลด GDP growth ต่ำกว่า 2% ใน 2Q25 สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เรายังเน้นลงทุนในหุ้น domestic play Top picks คือ BA, BBL, BTG, CPALL, MTC, NSL, PR9 SEAFCO และ SHR

(0) กลุ่มธนาคาร คาดธนาคาร 7 แห่งกำไรสุทธิ 1Q25 ที่ 54.6 พันลบ. -0.6% y-y จาก NIM ที่ลดลง ตาม กนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงตั้งแต่เดือน ต.ค. 2024 แต่ +6.5% q-q จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง q-q หลัง high season ใน 4Q24 ขณะที่ y-y ด้านคุณภาพสินทรัพย์กียังเอืออำนวย คาด NPL 1Q25 อยู่ที่ 3.59% ต่ำกว่า 3.61% ใน 1Q24 และค่าเฉลี่ย 3 ปีที่ 4%คงนำหนักลงทุนกลุ่มธนาคารเท่ากับตลาด Top picks ยังเป็น BBL ราคาเบาหมาย 194 บาทและ KBANK ราคาเป้าหมาย 186 บาท

(+) PR9 คาดกำไรปกติ 1Q25 ที่ 191 ลบ. +20% y-y หลักๆ มาจากรายได้ผู้ป่วยตะวันออกกลางที่แข็งแกร่ง โดยคาดสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 28-30% ของรายได้ผู้ป่วยต่างชาติรวมในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 2024 และทำให้คาดรายได้ผู้ป่วยต่างชาติรวมเพิ่มขึ้นแตะ new high ใน 1Q25 สำหรับทั้งปี 2025 เราคาดรายได้เติบโต 9% y-y และกำไรปกติเติบโต 15% y-y ราคาเป้าหมาย 30 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”

(-) ASW ยอด Presales 1Q25 ทำได้ 8.3 พันลบ. +75% q-q, +33% y-y หนุนจากความสำเร็จการเปิดโครงการใหม่ในภูเก็ต ซึ่งทำ Take-up rate 50-75% สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหว โครงการของบริษัทไม่ได้รับความเสียหาย รวมถึงยังยืนยันแผนเปิดโครงการใหม่และการเริ่มโอนคอนโด เบื้องต้นคาดกำไร 1Q25 ทรงตัว q-q แต่หดตัว Y-Y จาก GPM ลดลงโดยการฟื้นตัวอยู่ใน 3Q25 จากเริ่มโอนคอนโดใหญ่ภูเก็ต คงคาดกำไรปกติ 2025 -23% y-y ราคาเป้าหมาย 8 บาท ยังแนะนำ “ถือ”

(-) กลุ่มอาหาร/เครื่องดื่ม/เกษตร/กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ US ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% จะกระทบต่อกลุ่มเกษตรอาหารมากสุด บริษัทในกลุ่มอาหารที่มีการส่งออกไป US นำโดย ITC (50% ของรายได้รวม), TU (30%), ASIAN (50%), AAI (67%) ส่วน RBF อาจถูกกระทบทางอ้อม จากเวียดนามที่โดนเก็บภาษีจาก US ที่ 46% ส่วนกลุ่มเครื่องดื่ม สัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐ PLUS (44%), COCOCO (24%), SAPPE (13%) สำหรับกลุ่มเกษตร กลุ่ม STA มีสัดส่วนรายได้ US 13% มาจากธุรกิจยาง 7% และถุงมือยาง STGT 18% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้ในข่าวจะระบุว่า Semiconductor ได้รับการยกเว้นภาษี ซิงจะใกล้เคียงกับสินค้าของ HANA (ขายไป US 26%) ที่มีการขาย IC แต่ยังมีรายได้จาก PCBA ไม่ได้รับการยกเว้น ส่วน DELTA (26%) และ KCE (21%) ไม่จัดอยู่ในกลุ่ม Semiconductor

(-) ตลาดดาวโจนส์ ลดลง 1,679.39 จุด หรือ -3.98%, ปิดที่ 40,545.93 จุด เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าการประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะนำไปสู่การทำสงครามการค้าและทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญภาวะถดถอย

(-) ตลาดหุ้นยุโรป ปิดร่วงลงอย่างหนัก โดยร่วงลงวันเดียวรุนแรงที่สุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่

(-) ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดลบ ปรับตัวลงต่อหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

(+) ค่าเงินบาท แข็งค่าอยู่ที่บริเวณ 34.24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ -0.12%

(-) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ลดลง 4.76 ดอลลาร์ หรือ 6.64% ปิดที่ 66.95 ดอลลาร์/บาร์เรล ปิดร่วงลงกว่า 6% หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันนอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรรอบใหม่ของสหรัฐฯ ในขณะที่เช้านี้ลดลงอยู่ที่ระดับ 66.79 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือ -0.24%

(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 44.50 ดอลลาร์ หรือ 1.40% ปิดที่ 3,121.70 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากราคาทองพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำ ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอีก เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ในขณะที่เช้า นี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 3,138.30 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 0.53%

SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 936.24/ 0.46%

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

4 เม.ย. ไทย: เงินเฟ้อ (มี.ค.)

สหรัฐ: Non-Farm Payrolls (มี.ค.) , Fed Chair Powell Speech

7 เม.ย. ยูโรโซน: ค้าปลีก (ก.พ.)
10 เม.ย. สหรัฐ: เงินเฟ้อ (มี.ค.), FOMC Minutes

จีน: เงินเฟ้อ (มี.ค.),

11 เม.ย. สหรัฐ: Core PPI (มี.ค.)
12 เม.ย. สหรัฐ: ส่งออก (มี.ค.)
- Advertisement -