Daily Focus: ภาษีทรัมป์ที่ยังไม่ชัดเจนยัง Overhang
ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ชะลอตัวลงระยะสั้นหลังจากปรับตัวขึ้นแข็งแรง 3 วันก่อนหน้า ดัชนีปิดลบ 7.27 จุด ที่ระดับ 1,119.94 จุด ใกล้เคียงแนวรับ/ต้าน 1,120+/− จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาลงเหลือ 2.8 หมื่นลบ. โดยยังรอผลการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน สถาบันในประเทศยังคงเป็นฝ่ายซื้อสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่องอีก 1.1 พันลบ. ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหนาแน่น 2.3 พันลบ. (แต่ยังคง Long Index Futures สุทธิเล็กน้อย 4.1 พันสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาดว่า SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,100–1,128 จุด โดยภาพรวมตลาดขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน และยังรอติดตามผลการเจรจาการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ หลังการเจรจาสัปดาห์ก่อนไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่ไทยมีการปรับปรุงและยื่นข้อเสนอใหม่ให้กับสหรัฐฯ โดยเปิดให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมได้มากขึ้น ซึ่งต้องติดตามว่าสหรัฐฯ จะมีการตอบรับอย่างไร โดยล่าสุดเส้นตายเก็บภาษี 9 ก.ค. ได้ถูกขยับออกเป็น 1 ส.ค.
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสัปดาห์นี้มีไม่มาก โดยไทยจะประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. วันนี้ (ตลาดคาด Headline -0.1% y-y, Core +1.1% y-y) ส่วนต่างประเทศมีตัวเลขเงินเฟ้อจีน และรายงานการประชุม FED ช่วงกลางสัปดาห์ ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศปัจจุบันดูนิ่งขึ้นชั่วคราวในช่วง 1–2 เดือนนี้ ระหว่างรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญปมถอดถอนนายกฯ อย่างไรก็ตามต้องติดตามคะแนนเสียงและการรักษาองค์ประชุมของสภาผู้แทนฯ ต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าอาจเป็น Noise ที่เข้ามากระทบ Sentiment
โดยสรุป กลุ่มส่งออกอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากประเด็นภาษีทรัมป์ที่ยัง Overhang ขณะที่ Domestic และ Defensive Play มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และมีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่น Finansia 7 ก.ค. 25 : ADVANC
- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus ที่ 320.43 บาท
- คาดกำไร 2Q25 ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ราว 1.1 หมื่นลบ. +5% q-q, +30% y-y โดยรายได้คาดว่ายังเติบโตได้ดีและแข็งแกร่งท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนชะลอลง หนุน EBITDA Margin ปรับตัวดีขึ้น
- ล่าสุด กสทช. รับรองผลการประมูลความถี่แล้ว โดย ADVANC ชนะประมูลคลื่น 2100 MHz มองเป็นบวกระยะยาวจากราคาประมูลที่ต่ำ
- ประมาณการกำไรปี 2025 ของ Consensus ล่าสุดอยู่ที่ 4.1 หมื่นลบ. +16% y-y ยังเป็นหุ้น Growth + Defensive ที่ดีท่ามกลางความไม่แน่นอน
- แนวรับ 275 // 267 บาท แนวต้าน 285 // 295–300 บาท
Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติพลิกมาไหลออกจากภูมิภาคสุทธิพอสมควร US$263 ล้าน ส่วนไต้หวันไหลออกบางๆ US$50 ล้าน ขณะที่ฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกสูงสุดที่ไทย US$72 ล้าน โดยมีเพียงฟิลิปปินส์ที่ไหลเข้าเล็กน้อย US$5 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุน คาดว่ายังค่อนไปในทิศทางไหลออก โดยยังจับตาดีลการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ซึ่งยังไม่มีพัฒนาการเชิงบวกชัดเจน ขณะที่สหรัฐฯ จะเริ่มส่งจดหมายให้ประเทศต่างๆ ว่าจะเก็บภาษีในการทำธุรกิจกับสหรัฐฯ เท่าไร
ประเด็นสำคัญวันนี้
(0) US มีแผนจำกัดส่งออกชิป AI มายังไทยและมาเลเซีย เพื่อป้องกันการส่งผ่านไปยังจีน
- อาจกระทบโดยตรงต่อผู้นำเข้าชิป AI โดยตรงอย่าง Siam AI Cloud ซึ่งเป็นพันธมิตรของ LTS โดย LTS นำเข้าชิป H200 เพื่อทดสอบและใช้งาน AI รวมถึงมีรายได้จากการให้เช่าเครื่อง GPU NVIDIA กับลูกค้าในไทยแล้ว นอกจากนี้ อ้างอิงจาก Thai Time ระบุว่าผู้นำเข้าชิป AI ยังมี SiS Distribution และ Ingram Micro
- อาจเป็น sentiment เชิงลบต่อผู้ให้บริการ Data Center และ AI Cloud ในไทย ซึ่งมีหลายราย เช่น กลุ่มที่เป็นพันธมิตรกับ Siam AI Cloud เช่น TRUE, GULF นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่อยู่ใน ecosystem ของ Data Center เช่น ผู้ให้บริการ ADVANC, SIS, INET, ITEL, INSET, TRUE / กลุ่มนิคม – WHA, AMATA / โรงไฟฟ้า – GULF, BGRIM, GPSC, BCPG เป็นต้น แต่เรามองว่าผลกระทบจริงจำกัด เพราะการจำกัดส่งออกชิป AI ของ US มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ชิปถูกส่งผ่านไปที่จีน
- ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดกระทบจำกัด เพราะไม่มีบริษัทไหนนำเข้าชิป AI ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตและประกอบ packaging และทดสอบ แต่อาจถูกกระทบทางอ้อมเล็กน้อย หากมีการขายให้ลูกค้าในไทยและมาเลเซียที่นำเข้าชิป AI จากสหรัฐฯ (และเกี่ยวข้องกับจีน) ซึ่งเราไม่ทราบแน่ชัดว่าแต่ละบริษัทมีใครมีลูกค้าในกลุ่มนี้บ้าง เราทราบแต่เพียงสัดส่วนรายได้ที่ขายในไทย โดยมากสุดคือ KCE สัดส่วน 11% รองมาคือ DELTA 5.5% และ HANA 1% ของรายได้รวม แต่ HANA มีสัดส่วนขายไปมาเลเซียมากสุดที่ราว 12.8%
ส่วน DELTA และ KCE คาดว่าขายไปมาเลเซียน้อยมาก
(0) KCE คาดกำไรสุทธิ 2Q25 ที่ 221 ลบ. -4% q-q, -65% y-y ต่ำกว่าที่คาดก่อนหน้า แม้ operation ทยอยฟื้นตัว แต่คาดเผชิญค่าเงินบาทแข็งค่า แนวโน้มคำสั่งซื้อใน 2H25 จะยังฟื้นตัวได้ดีจาก high season และฐานต่ำปีก่อน อย่างไรก็ตามจากงบ 2Q25 อาจต่ำกว่าที่เคยคาด เราจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2025 ลง 11% เป็น 1.2 พันลบ. –29% y-y และยังต้องจับตาผลเจรจากับ US tariff ซึ่งในมุม KCE ถ้า tariff ของไทยสูงกว่าไต้หวันจะไม่ดี เพราะเป็นคู่แข่ง PCB ที่น่ากลัว ต้องติดตาม tariff ของไต้หวันด้วย เราคงราคาเป้าหมาย 20 บาท แม้มีการปรับลดประมาณการ แต่เรามีมุมมองเชิงบวกระยะกลาง แนะนำ “ถือ / รอซื้ออ่อนตัว”
(+) MOSHI คาดกำไรสุทธิ 2Q25 ที่ 194 ลบ. +25% q-q, +139% y-y หนุนจาก SSSG ที่ +15% y-y แข็งแกร่งสวนกลุ่มค้าปลีก แม้จะมาจากฐานต่ำปีก่อนที่มีปัญหาขาดแคลนสต็อก แต่หากหักปัญหาดังกล่าวออก SSSG จะยังอยู่ที่ +9% y-y โดยเป็นผลจากการออกสินค้าใหม่เดือนละ 1,000 SKU มากกว่าปกติเท่าตัว รวมถึงการทำการตลาดที่เป็นการคอลแลปส์กับแบรนด์ดัง แม้เศรษฐกิจไทยที่ซบเซาและคู่แข่งปัจจุบันขยายสาขาต่อเนื่อง แต่ตลาดค้าปลีกสินค้า Lifestyle ยังแข็งแกร่ง คงคาดกำไรสุทธิปี 2025 +26% y-y ราคาเป้าหมาย 55 บาท แนะนำ “ซื้อ”
(0) ตลาดหุ้น น้ำมัน และทองคำสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวันชาติสหรัฐฯ
(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันศุกร์ (4 ก.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มเหมืองแร่ที่ร่วงลง ขณะที่นักลงทุนหันไปจับตาเส้นตายวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งกำหนดให้ประเทศคู่ค้าบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา
(-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบเป็นส่วนใหญ่ หลังสหรัฐฯ เลื่อนการบังคับใช้อัตราภาษีใหม่ไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม
(+) ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่บริเวณ 32.38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ -0.29%
SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 947.66/-
ปัจจัยที่ต้องติดตา
| 7 ก.ค. | ไทย: เงินเฟ้อ (พ.ค.) |
| 9 ก.ค. | จีน:เงินเฟ้อ (พ.ค.)
สหรัฐ: FOMC Minutes |
| 10 ก.ค. | สหรัฐ: Initial Jobless Claim (มิ.ย./28) |
| 11 ก.ค. | จีน: ยอดขายรถยนต์ (มิ.ย.) |
| 12 ก.ค. | จีน: ส่งออก (มิ.ย.) |








