บล.กสิกรไทย:
PTTGC: ราคาพื้นฐาน 23.10 บาท
- เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ PTTGC เป็น global-play และจะมีปัจจัยหนุนทั้งในระยะสั้นและระยะกลางถึงยาว
- ปัจจัยระยะสั้นคือ การฟื้นตัวของค่าการกลั่น (GRM) ในไตรมาส 2Q68 เราคาดว่า GRM จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ USD 3.4/bbl ในไตรมาส 1Q68 มาอยู่ที่ประมาณ USD 5.0/bbl ในไตรมาส 2Q68 จากแรงหนุนของอุปสงค์ตามฤดูกาล และต้นทุนการผลิตโอเลฟินลดลง จากการที่บริษัทได้รับประโยชน์จากการใช้วัตถุดิบเอเทน (ethane) เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1Q68 โดยสัดส่วนเอเทนเพิ่มขึ้นจาก 33% ในไตรมาส 4Q67 เป็น 38% ในไตรมาส 1Q68 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง นอกจากนี้ spread ของผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ยังปรับตัวดีขึ้นตามราคานาฟทาที่ลดลง
- ปัจจัยระยะกลางถึงยาวกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Performance Enhancement Strategy) บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโดยมุ่งเน้นการประหยัดต้นทุน (OPEX saving) และการบริหารแบบองค์รวม (holistic optimization) ซึ่งคาดว่าจะประหยัดต้นทุนรวมได้
GULF: ราคาพื้นฐาน 61.00 บาท
- เรามีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น GULF จากโครงสร้างธุรกิจที่มีความมั่นคงและป้องกันความเสี่ยงได้ดี
- เราประเมินว่า GULF แทบไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร เนื่องจาก 92% ของรายได้มาจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ กฟผ.80% จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 3% จากพลังงานหมุนเวียน 9% จากธุรกิจ LNG ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (regulatory risk) อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่น เพราะมีเพียง 6% ของรายได้เท่านั้นที่มาจากโรงไฟฟ้า SPP ซึ่งขายไฟให้ภาคอุตสาหกรรม
- GULF ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2568 ที่ระดับ 25% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ด้าน รับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้าใหม่ หน่วยที่ 3 และ 4 ของโครงการ GPD, โรงไฟฟ้า HKP โรงไฟฟ้าใหม่ที่จะทยอยเปิดดำเนินการในปี 2568 หน่วยที่ 2 ของ HKP (770MW เริ่ม ม.ค. 2568) โครงการโซลาร์เพิ่มเติมราว 707MW (รวมโซลาร์ฟาร์ม, โซลาร์+BESS และโซลาร์รูฟท็อป) คาด COD ภายในสิ้นปี
- รายได้จากเงินลงทุนใน ADVANC คาดรับรู้กำไรจาก ADVANC ประมาณ 1.0–1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 และจะเพิ่มเป็น 1.5–1.8 หมื่นล้านบาท ต่อปีตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป และสถานะเครดิตของ GULF ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ อันดับเครดิตเพิ่มขึ้นจาก A+ เป็น AA- ด้วยภายหลัง amalgamation








