บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Electricity Generating (EGCO.BK/EGCO TB)* สร้างภาพลักษณ์สีเขียวที่แข็งแกร่งด้วยพลังงานลมหยุนหลิน
Event: ประเด็นสำคัญ ๆ จากการไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าหยุนหลินของ EGCO ในไต้หวัน
Impact
โครงการกังหันลมหยุนหลินให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว
การเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) เต็มรูปแบบของโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งหยุนหลิน กำลังการผลิต 640MW ที่ไต้หวันของ EGCO (capacity ตามสัดส่วนการถือหุ้น 170 MWe; ถือหุ้น 26.6%) ถือเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งสู่พลังงานหมุนเวียน โดยสามารถข้ามข้อกังวลในอดีตถึงต้นทุนที่อาจบานปลายและการเพิ่มทุน อย่างไรก็ดี เราคาดว่าโครงการนี้จะสร้างส่วนแบ่งรายได้จากบริษัทร่วมได้ราว 1.0–1.5 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 10 ปีแรก (ปี 2568–2578) ภายใต้สัญญา FiT (Feed-in Tariff) ที่คิดค่าไฟขั้นต่ำอยู่ที่ NTD7.11/kWh (ประมาณ 7.9 บาท) ก่อนที่จะลดลงครึ่งหนึ่งในอีก 11–20 ปีข้างหน้า ผลจากอัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ NTD3.5/kWh (ประมาณ 3.9 บาท) สำหรับการลงทุนในโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งครั้งแรกนี้ทำให้ EGCO ได้รับประสบการณ์อันมีค่าและผลงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วร่วมกับพันธมิตรที่มีชื่อเสียง อย่าง Skyborn (32%), TotalEnergies (29.5%) และ Sojitz (12%)
พลังงานหมุนเวียนของไต้หวันสร้างการเติบโตในระยะยาว แต่ยังมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบ
EGCO เห็นความเป็นไปได้นอกเหนือจากโครงการหยุนหลินของไต้หวันที่เร่งตัวขึ้นจากการเปลี่ยนจากพลังงานนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน นำโดยพลังงานโซลาร์และพลังงานลมนอกชายฝั่ง ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นเพียง 10% ของ capacity ที่ติดตั้ง เทียบกับก๊าซ (42%) และนิวเคลียร์ (4%) อย่างไรก็ดี ไต้หวันตั้งเป้าโซลาร์ capacity ที่ 30GW ภายในปี 2573 และ 40–60GW ภายในปี 2593 (จาก 14.6GW ในปัจจุบัน) ส่วนพลังงานกังหันลมนอกชายฝั่งตั้งเป้าที่จะเติบโตจาก 3GW เป็น 40–55GW ภายในปี 2593 แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไต้หวันจะขับเคลื่อนโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง TSMC (โรงหล่อเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด) เราก็ยังคงระมัดระวังถึงความไม่แน่นอนของกฎระเบียบต่าง ๆ ความล่าช้าในการอนุมัติ และข้อจำกัดทางกายภาพที่อาจทำให้การพัฒนาพลังงานโซลาร์และพลังงานกังหันลมนอกชายฝั่งล่าช้าออกไปได้
ในช่วงการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด – เน้นที่นำเงินกลับมาลงทุนอีก
หลังการได้หารือกับฝ่ายบริหาร EGCO กำลังพิจารณาการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดใน 2–3 โครงการ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดแล้วนำเงินกลับมาลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นแทนที่จะจ่ายเงินปันผลพิเศษ ซึ่งอาจชดเชยความเสี่ยงจากการด้อยค่าใน 4Q68 ขณะที่วันที่ 14 ส.ค. เราคาดว่า EGCO จะประกาศกำไรสุทธิ 2Q68F แข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY หนุนจากกำไรจาก Fx (ค่าเงินบาทแข็งค่า) และส่วนแบ่งกำไรจากโครงการใหม่ ๆ ส่วนปัจจัยมหภาคภายนอก เช่น ค่าเงิน USD/THB กลับมาแข็งค่าขึ้น (หนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 60%) ราคาน้ำมันที่ลดลง และ bond yield ที่ลดลงน่าจะเป็นปัจจัยหนุนด้วย
Valuation & Action
เรายืนคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 120.00 บาท (DCF-WACC ที่ 5.4%) ขณะนี้เรามองว่า EGCO เป็นหุ้นที่มีมูลค่าที่ยืดหยุ่น (resilient value stock) เหมาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน โดยซื้อขายด้วย P/E ต่ำเพียง 7x ด้วย dividend สูงน่าสนใจราว 6% แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตยังไม่เด่นก็ตาม
Risks
ปิดซ่อมบำรุงนอกแผน, ปัญหา cost overruns และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย








