บล.ฟินันเซีย ไซรัส:

ICHITAN GROUP (ICHI TB)

อากาศร้อน แต่ต้นทุนอาจร้อนกว่า

  • แนวโน้มกำไร 1Q26 ยังฟื้นได้ดี จากรายได้ในประเทศ หักล้าง OEM และส่งออกที่ชะลอได้

  • ต้นทุนอาจเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่ 2Q26 โดยบริษัทจะเน้นลดค่าใช้จ่ายลดผลกระทบ

  • ปรับลดกำไรและราคาเป้าหมายเป็น 14 บาท

คาดกำไร 1Q26 ยังฟื้นตัวดี แม้ส่งออกและ OEM ชะลอ

คาดกำไรสุทธิ 1Q26 อยู่ที่ 296 ลบ. (-6.6% q-q, +20.7% y-y) หากไม่รวมผลประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาค คาดกำไรปกติจะเติบโต 16.9% q-q, 20.7% y-y ถือเป็นการฟื้นตัวที่ดี คาดรายได้รวมยังโตได้ตามแผนราว 12.0% y-y และทรงตัว q-q โดยหลักมาจากรายได้ในประเทศเป็นหลัก ขณะที่คาดรายได้ OEM (น้ำมะพร้าว) และส่งออก น่าจะชะลอตัวพอควรราว 57.3% q-q และ 65.3% y-y จากรายได้กัมพูชาที่หายไป และคาดลูกค้า OEM ถูกกระทบจากปัญหาสินค้าลอกเลียนแบบ และ Sentiment เชิงลบจากข่าวน้ำมะพร้าวปลอม เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.5% เพราะยังไม่ถูกกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น และด้วยผลของ revenue mix

อาจเริ่มเห็นผลกระทบของต้นทุนใน 2Q26

สิ่งที่ดีใน 2Q26 คือ แนวโน้มรายได้น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ตามฤดูกาล และปีนี้อากาศร้อน รวมถึงบริษัทยังเดินหน้าออกสินค้าใหม่ตามแผน อย่างไรก็ตาม อาจถูกหักล้างจากแนวโน้มต้นทุนที่สูงขึ้น แม้บริษัทจะมีกาล็อกราคาต้นทุนไว้จนถึง มิ.ย. แต่ด้วยสถานการณ์ที่ตึงตัว จึงมีความเสี่ยงที่ supplier บางรายอาจขอปรับขึ้นราคาเร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (36% ของต้นทุน) เบื้องต้นคาดแนวโน้มต้นทุนอาจเริ่มปรับขึ้นและอาจกระทบอัตรากำไรขั้นต้นใน 2Q26 ทั้งนี้บริษัทยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะกังวลว่าจะกระทบต่อปริมาณขายและ market share โดยจะเน้นการบริหารจัดการภายใน เช่น ควบคุมประสิทธิภาพการผลิต และลดค่าใช้จ่ายทางการตลาด เพื่อช่วยลดผลกระทบดังกล่าว นอกจากนี้บริษัทได้ล็อกราคาน้ำตาลไว้ถึง 3Q26 (ปกติล็อกราว 3-6 เดือน) ดังนั้นหากราคาน้ำตาลในประเทศปรับขึ้น อาจกระทบต่อต้นทุนของบริษัทในช่วงปลายปี

ปรับลดกำไรปี 2026 ลงเพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น

เราปรับลดกำไรปกติปี 2026 ลง 7.8% เป็น 1.22 พันลบ. (+4.6% y-y) โดยยังไม่รวมผลบวกของประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาค ซึ่งบริษัทได้รับการส่งเสริมจาก BOI เป็นเวลา 3 ปี (2025-27) หากกำไร 1Q26 เป็นไปตามคาด จะคิดเป็น 24.2% ของประมาณการทั้งปี แม้เราจะค่อนข้างกังวลต่อผลกระทบของต้นทุนบรรจุภัณฑ์ แต่ยังเชื่อว่าบริษัทจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากเพียงพอที่จะรักษาระดับกำไรให้ใกล้เคียงปีก่อน อย่างไรก็ตาม จากการทำ Sensitivity ของเรา กรณีต้นทุนบรรจุภัณฑ์ และพลังงานปรับขึ้น 10% จะกระทบกำไร 11.6% (กำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่)

ยังแนะนำถือ ด้วย High Dividend Yield

ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 14 บาท (อิง PE เดิม 15x) แม้ราคาหุ้นปรับลงมาแล้ว 15% นับตั้งแต่มีสงคราม แต่ประมาณการกำไรของเรายังมี Downside หากผลกระทบของต้นทุน หรือสถานการณ์ยืดเยื้อมากกว่าคาด เราคาดบริษัทจะจ่ายปันผลในปี 2026 ในอัตราไม่เกิน 100% ของกำไรหรือราว 0.94 /หุ้น ยังคิดเป็น Yield ค่อนข้างสูงราว 7.4% จึงยังคงคำแนะนำ ถือ

 

- Advertisement -