บล.เอเซีย พลัส: 

AUTO TITLE LOANS MTC VS TIDLOR ใครทนกว่า? (Neutral)

MTC VS TIDLOR ใครทนกว่า?

Flash Points

  • คาดกำไรสุทธิ 1Q69 ของ MTC กับ TIDLOR ที่ 1.80 พันล้านบาท (+1% QoQ) และ 1.35 พันล้านบาท (+31% QoQ จาก OPEX ลดตามฤดูกาล) เพิ่ม 15% และ 13% YoY ตามลำดับ

  • การเติบโต YoY มาจากกำไรก่อนสำรอง (PPOP) สูงขึ้น 12% และ 8% เพราะสินเชื่อเพิ่ม 10% และ 5% YoY ตามลำดับ รวมถึง Credit cost ดีขึ้น

  • คุณภาพสินทรัพย์งวดนี้ยังไม่ได้รับผลจากสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน คาด NPL ของ TIDLOR และ MTC ทรงตัว QoQ ที่ 1.5% และ 2.5% ตามลำดับ

  • ทิศทาง Coverage ratio ยังนำโดย TIDLOR (339%) ตามด้วย MTC (146%) สะท้อน TIDLOR มีกันชนต่อ Cost push inflation ดีกว่ากลุ่มฯ ในระยะข้างหน้า

  • แม้ทั้งคู่กำไรยังเติบโต แต่ระดับกันชนและนโยบายสินเชื่อ จะเป็นตัวแยกความเสี่ยงของบริษัทในกลุ่มฯ ช่วงถัดไป

Impact Insight

  • ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นในระยะถัดไป จากภาวะค่าครองชีพ (Cost of living) ที่เร่งตัว โดยเฉพาะราคาน้ำมัน แม้กำไรฯ 1Q69F ของ MTC และ TIDLOR คิดเป็นสัดส่วน 24% – 25% ของประมาณการทั้งปี

  • ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นส่งผลต่อรายจ่ายครัวเรือนโดยตรง พิจารณาจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ปี 2567) พบว่าครัวเรือนไทยมีรายจ่ายค่าน้ำมันราว 1.7 พันบาทต่อเดือน (8% ของรายจ่ายครัวเรือน)

  • ราคาดีเซลและแก๊สโซฮอล์ เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนสงครามฯ 34% – 39% ทำให้ประเมินรายจ่ายจากค่าน้ำมันเพิ่ม 600 – 700 บาทต่อเดือน แต่คาดมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (รัฐจ่าย 60% ประชาชน 40%) 1 พันบาทต่อคนต่อเดือน (มิ.ย. – ก.ย.) ช่วยลดทอนผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มฯ ช่วง 3Q69

  • อิงคนละครึ่ง พลัส (4Q68) แม้ส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ แต่ NPL ของ TIDLOR ที่ 1.5% (จาก 1.7%) มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่า MTC ที่ 2.5% (จาก 2.6%) ช่วงนั้น

  • ปรับลด FV เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนของ Credit cycle ส่งผลให้ FV ของ TIDLOR อยู่ที่ 22 บาท (เดิม 23 บาท) และ MTC ที่ 39 บาท (เดิม 45 บาท)

Execution

  • คงคำแนะนำ ซื้อ ทั้ง 2 บริษัท โดยมองว่า TIDLOR เหมาะในภาวะความไม่แน่นอน อย่างปัจจุบันมากกว่า ในขณะที่ MTC เหมาะกับการลงทุนเชิง Tactical (เก็งจังหวะ) จาก Valuation ที่สะท้อนความเสี่ยงไปบางส่วนแล้ว จึงมีโอกาส Outperform หากบรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็น Risk-on

- Advertisement -