บล.เอเซีย พลัส: 

ERW ยังยืน (Buy)

Flash Points

  • คาดกำไรปกติ 1Q69 (งบประกาศ 14 พ.ค. 69) อยู่ที่ 380 ล้านบาท เติบโต 10% YoY (-3% QoQ จาก Low season ของ Hop Inn ในญี่ปุ่น) จากรายได้รวม 2.2 พันล้านบาท (+5% YoY) หนุนโดยธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก

  • RevPar รวมเพิ่มขึ้น 4% YoY จาก Occupancy rate สูงขึ้นเป็น 87% (+4 ppt YoY) ขณะที่ ADR ยังทรงตัว โดยกลุ่ม Luxury มี RevPar เด่นสุด (+11% YoY)

  • Margin ยังอยู่ในระดับสูง โดย Operating profit margin (OPM) ที่ 25.9% (จาก 24.7%) เพราะ Operating leverage และดอกเบี้ยจ่ายลดลง 11% YoY ตามวงจรดอกเบี้ย

Impact Insight

  • 1Q69 ยังไม่เห็นผลกระทบจากสงครามอย่างมีนัยสำคัญ หลัง demand ยังต่อเนื่องจากช่วงต้นปี โดยกำไรฯ 1Q69 คิดเป็นสัดส่วน 39% ของประมาณการทั้งปี (978 ล้านบาท)

  • ขณะที่ 2Q69 ภาคการท่องเที่ยวจะเริ่มรับผลกระทบด้านการเดินทางจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินในช่วง Low season อย่างไรก็ตามข้อมูลจากบริษัทฯ พบว่ายอดจองล่วงหน้า (OTB) เม.ย. ยังเติบโต YoY จากฐานที่ต่ำในปีก่อน

  • แม้ความเสี่ยง พ.ค. – มิ.ย. ยังสูง แต่เนื่องด้วยเป็นช่วง Low season ทำให้ประเมินผลกระทบต่อประมาณการทั้งปีอยู่ในระดับจำกัด

  • โดยฐานกำไรฯ 2Q68 อยู่ที่ 62 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานกำไรฯ 2Q69 ลดลง 50% YoY จะกระทบประมาณการกำไรฯ ทั้งปีเพียง 31 ล้านบาท หรือราว 3%

  • Hop Inn เกาหลีใต้ (เมียงดง) ซึ่งเปิดปลาย มี.ค. และมี Occupancy rate เดือน เม.ย. ราว 80% แม้เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวฝั่งเอเชียเหนือ แต่ดีกว่าเป้าบริษัทฯ ที่ 60% สะท้อนการตอบรับที่ดีของแบรนด์ แม้บวกต่อประมาณการยังจำกัดในระยะสั้นก็ตาม

  • บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 9% (ก่อนสงคราม) สูงกว่าสมมติฐานฝ่ายวิจัยที่ 6% ทำให้มองว่าประมาณการยังมีกันชนรองรับ downside จึงยังคงประมาณการ

  • ปรับลด FV (อิง DCF) ลงมาอยู่ที่ 3.3 บาท (เดิม 3.9 บาท) เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนจากสงคราม

Execution

  • แนะนำ ซื้อ หลังราคาหุ้นปรับตัวลงจากจุดสูงสุดราว 24% และมี PER ที่ 12 เท่า มากกว่าความเสี่ยงต่อประมาณการ ขณะที่การฟื้นตัวของกำไรฯ จะทยอยขึ้น QoQ ช่วง 3Q – 4Q ตามฤดูกาลท่องเที่ยว โดยมี Upside เพิ่มจากแผนการขยาย Hop In

ประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญ

  1. โครงสร้างรายได้พึ่งพาธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูง เมื่อมีเหตุการณ์ลบที่กระทบต่อภาคท่องเที่ยวและโรงแรม

  2. ความไม่สงบทางการเมือง, ภัยธรรมชาติ, ปัญหาระหว่างรัสเซีย – ยูเครน, ตะวันออกกลาง และสภาวะเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

  3. การปิดปรับปรุงโรงแรมใหญ่ อาทิ GRAND HYATT ERAWAN (จำนวน 380 ห้อง : สัดส่วนราว 20% ของรายได้) อาจส่งผลต่อประมาณการรายได้และค่าใช้จ่าย หลังครั้งล่าสุดปรับปรุงแล้วเสร็จช่วง 4Q56 (ปกติโรงแรมจะมีการปรับปรุงใหญ่ทุก 10 – 14 ปี) รวมถึงการต่อสัญญาเช่าโรงแรม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาหลักกับเจ้าของพื้นที่ (ภาครัฐ) หากไม่ได้ต่อสัญญาหรือค่าเช่าแพงขึ้น อาจส่งผลต่อประมาณการกำไร

  4. โครงสร้างทางการเงินมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสูง ย่อมได้รับผลกระทบหากการเดินทางหยุดชะงักแบบ COVID -19 ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างเงินทุน

ESG ของ ERW

Environment (E) จัดการด้านพลังงานและน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการลดปริมาณขยะ ช่วยลดการตัดต้นไม้, การปล่อยก๊าซเรือนกระจกคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ

Social (S) สร้างการจ้างงานในท้องถิ่น, สนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงการมีกิจกรรมส่วนร่วมในชุมชน

Governance (G) มีกรรมการอิสระไม่น้อยกว่า 3 คน โดยในปี 2563 ได้รับการรับรองการเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนไทย

ESG Comment การบริหารจัดการค่าพลังงาน คาดช่วยให้ประสิทธิภาพการทำกำไรดีขึ้น โดยปัจจุบัน ERW มี SET ESG Rating A

- Advertisement -