KS Daily View 28.04.2026 >>> ติดตามงบ 1Q69 เน้นสะสมหุ้นที่คาดกำไรมีแนวโน้มขยายตัวดี กรอบ SET วันนี้ 1,470-1,500 จุด แนะนำ GULF, WHA

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,479.13 เพิ่มขึ้น 23.03 จุด (+1.58%) แรงซื้อเด่นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์,ปิโตรเคมี และวัสดุก่อสร้าง โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิเล็กน้อยที่ 271 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index คาดแกว่งในกรอบ 1,470-1,500 จุด โดยคาดยังคงได้โมเมนตัมเชิงบวกจากการที่ DELTA รายงานกำไร 1/69 ออกมาดีกว่าที่เราและตลาดคาดมาก โดยมีแรงขับเคลื่อนจากธุรกิจ AI, Data center และ power electronics ซึ่งเป็นแรงสำคัญในการพยุง SET ในระยะสั้น ส่วนด้านปัจจัยต่างประเทศ สัปดาห์นี้ยังคงเน้นจับตางบกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่จะทยอยประกาศ ทั้ง Amazon, Alphabet, Meta, Microsoft และ Apple รวมไปถึงการประชุมของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก โดยวันนี้ติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เราคาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่วนไทยจะมีการประชุม ครม. แนะจับตาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังอยู่ในช่วงการทยอยรายงานผลประกอบการ ดังนั้นเน้นสะสมหุ้นที่คาดกำไรมีแนวโน้มขยายตัวดี โดยสำหรับวันนี้แนะนำ GULF, WHA

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เสนอแนวคิดฟื้นการจัดเก็บ “Exit Fee” สำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาท/คน/ครั้ง คาดสร้างรายได้เข้ารัฐราว 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศแบบ co-payment (“ไทยเที่ยวไทย”) จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี  ประเมินเป็นบวกเล็กน้อยต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ดีคาดไม่กระทบต่อการตัดสินใจไปเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนักเทียบกับการไปเที่ยว
  • สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) โดย ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ประเมินว่าภาคท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญแรงกดดัน “สองเด้ง” จากค่าเงินบาทผันผวนและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าตั๋วเครื่องบินปรับสูงขึ้นและบางเส้นทางถูกลดหรือยกเลิก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทาง ขณะเดียวกันพฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนไป โดยเน้นความคุ้มค่ามากขึ้นและลดการชอปปิง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ส่งผลให้แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ถูกปรับลงมาอยู่ที่ 30–32 ล้านคน (ต่ำกว่าเป้าหมายเดิม) ประเมินเป็นลบต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวไทย (เช่น AOT, AAV, THAI)
  • ธนาคารกลางจีน (PBOC) ดึงสภาพคล่องสุทธิราว 2 แสนล้านหยวนออกจากระบบผ่านเครื่องมือ MLF เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2025 เพื่อแก้ปัญหา “เงินล้นระบบ” ที่เกิดจากความต้องการสินเชื่ออ่อนแอ หลังจากก่อนหน้านี้มีการอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมากจนต้นทุนเงินกู้ลดลงและกระตุ้นการเข้าซื้อพันธบัตรอย่างหนัก การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าเป็นเพียงการ “ปรับสมดุลสภาพคล่อง” ทิศทางนโยบายการเงินโดยรวมยังไม่เข้าสู่โหมดเข้มงวด ประเมินเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นที่อิงอุปสงค์จากจีน
  • กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ ครม. ปรับโครงสร้างสัมปทานรถไฟฟ้าเป็นแบบ Single Ownership ให้รัฐกลับมาควบคุมรายได้และกำหนดค่าโดยสารเอง พร้อมตั้งเป้าใช้ค่าโดยสารใหม่แบบ 40–60 บาทตลอดวันทุกสายภายใน 1 ม.ค. 2570 โดยจะเริ่มเจรจากับเอกชนหลัก ได้แก่ BTS และ BEM ภายใน พ.ค. นี้ แนวทางหลักคือปรับสัญญาจาก PPP แบบ Net Cost เป็น Gross Cost (รัฐเก็บรายได้ จ้างเอกชนเดินรถ) เพื่อลดค่าครองชีพและเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งคาดว่าจะโตอย่างน้อย ~13%

Daily picks

GULF: ราคาพื้นฐาน 66.0 บาท

  • คาดกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 8.7 พันลบ. (+32% YoY, -2% QoQ) โดย YoY โตจากการผลิต/จ่ายไฟ IPP และส่วนแบ่งกำไรเพิ่ม ขณะที่ QoQ อ่อนเล็กน้อยจากกำไรพิเศษลดลง (FX/one-off)
  • รายได้คาด 3.9 หมื่นลบ. (+27% YoY, +24% QoQ) หนุนจาก load factor IPP สูงขึ้นตามอากาศร้อน และรายได้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มจาก COD โซลาร์ใหม่
  • คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 66 บาท จากแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่ง แม้ส่วนแบ่งกำไร QoQ ลดลงจาก shutdown และไม่มี FX gain เหมือนไตรมาสก่อน

WHA: ราคาพื้นฐาน 4.80 บาท

  • ยอดขายที่ดิน 1Q69 แข็งแกร่งที่ ~1,000 ไร่ (+14% YoY, +1,135% QoQ) จากดีลใหญ่กลุ่มเทคโนโลยี (~900 ไร่) ทำได้แล้ว~40% ของเป้าทั้งปี
  • กำไร 1Q69 คาดอ่อนตัวเหลือ ~1 พันลบ. (-52% YoY, -31% QoQ) จากการโอนที่ดินลดลงและ GPM ถูกกดดัน (ฐานสูง/ไม่มีREIT gain) แม้มีรายการพิเศษช่วยพยุง
  • โมเมนตัมกำไรฟื้นเด่นใน 2H69 จากการโอน backlog, เวียดนามพร้อม และดีมานด์ Data center/EV/อิเล็กทรอนิกส์; คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 4.80 บาท

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม.ของไทย ส่วนฝั่งสหรัฐฯติดตามตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯจาก ADP รายสัปดาห์, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก Conf. Board สหรัฐฯเดือน เม.ย. คาดที่ 89.0 ลดลงจากเดือนก่อนที่ 91.8 จุด ส่วนฝั่งญี่ปุ่นติดตามประชุม BOJ คาดคงดอกเบี้ยที่ 0.75%

วันพุธ ติดตามการประชุม กนง. คาดคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.0%, ส่วนสหรัฐฯจับตาตัวเลขยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เดือน มี.ค. คาดที่ +0.5%, ยอดเริ่มสร้างบ้าน (Housing Starts) เดือน มี.ค. คาดที่ 1.4 ล้านยูนิต และการประชุมFED โดยคาดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่กรอบ 3.50- 3.75%, สต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ

วันพฤหัส ติดตามดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทย เดือน มี.ค. คาดที่ -1.2%y-y, ธปท.รายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือนของไทย ส่วนสหรัฐฯ รายงานดัชนี US PCE คาดที่ +3.5%y-y และ US Core PCE เดือน มี.ค. คาดที่ +3.2%y-y, ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ คาดที่ 2.12 แสนราย, 1Q26 US GDP คาดที่ +2.2%q-q ส่วนทางฝั่งยุโรป เกาะติดตัวเลข 1Q26 GDP ของยูโรโซน คาด +0.9%y-y, ดัชนีเงินเฟ้อของยูโรโซน เม.ย. คาดที่ +3.0%y-y และ Core CPI ยูโรโซน คาดที่ +2.2%y-y,รวมทั้งจับตาการประชุม ECB คาดคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก, รีไฟแนนซ์, เงินกู้ ที่ระดับ 2.0%, 2.15% และ 2.4% ตามลำดับ ส่วนด้านจีน แนะติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิต เม.ย. คาดที่ 50.1 จุด และภาคบริการ คาดที่ 49.9 จุด ส่วนด้านอังกฤษ จะมีการประชุม BOE คาดคงดอกเบี้ยที่ 3.75%

วันศุกร์ ติดตามดัชนี ISM ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือน เม.ย. คาดที่ 53.1 เร่งขึ้นจาก 52.7 ส่วนดัชนี US PMI ภาคการผลิต เม.ย. คาดทรงตัวที่ 54.0 จุด

- Advertisement -