แกว่งตัวในกรอบรอความชัดเจน รวมถึงท่าทีของ Fed ในค่ำคืนนี้
ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index เผชิญความผันผวนสูง ก่อนปิดบวก 1.07 จุด ที่ระดับ 1,480.20 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6 หมื่นลบ. โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารและปิโตรเคมี สถาบันในประเทศซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 1.8 พันลบ. ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 2 พันลบ. (และยัง Short สุทธิ Index Futures อีกราว 1.5 หมื่นสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,470-1,490 จุด โดยระยะสั้นยังมีตัวแปรสำคัญ คือ การเคลื่อนไหวของ DELTA กับท่าทีหลังประกาศกำไร 1Q26 ที่แม้สูงกว่าคาด แต่ราคาก็ค่อนข้างผันผวนสูง อย่างไรก็ตามภาพรวมในกลุ่มอื่นๆคาดว่าจะแกว่งทรงตัวเนื่องจากยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ ล่าสุดยังคงไม่มีพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในด้านสงคราม ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent มีความผันผวนทางลบเล็กน้อย แต่ยังยืนเหนือระดับ US$100 ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ตลาดยังคงรอความชัดเจนจากการประชุมธนาคารกลางหลักหลายแห่งในสัปดาห์นี้ ได้แก่ BoJ ECB BoE กนง. โดยเฉพาะ Fed ที่จะประกาศในคืนนี้ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม แต่โฟกัสหลักอยู่ที่มุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปโดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ถูกกระทบจากสงคราม ส่วนปัจจัยในประเทศยังมีประเด็นเรื่องโครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งยังไม่ได้เข้าพิจารณาในการประชุมครม.เศรษฐกิจโดยรอความชัดเจนของแหล่งเงินและคาดว่าจะเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้าแทน เราประเมินตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักผลประกอบการ 1Q26 ที่เริ่มทยอยประกาศหนาแน่นมากขึ้นสัปดาห์นี้โดยหุ้นที่มีกำไรแข็งแรงและกระทบจากสงครามจำกัดมีแนวโน้ม Outperform ตลาด
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : SCC
-
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 250 บาท
-
กำไรของ SCGP ที่ดีเกินคาด มีโอกาสทำให้ SCC ที่จะประกาศงบฯ เย็นนี้ดีกว่าคาดด้วยเพราะกำไรของ SCGP เป็นกำไรหลักของ SCC (สัดส่วนประมาณ 30%)
-
ผลของสงครามตะวันออกกลางหนุนให้ Spread ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสูงขึ้นมาก เป็นแรงหนุนกำไร 1Q26 ที่เราคาดว่าจะทำได้ 4.6 พันลบ. +321% y-y และดีขึ้นจากขาดทุน 3.7 พันลบ.ใน 4Q25 และ Spread ที่ดีขึ้นมากช่วยจำกัดผลกระทบจากการหยุดเดินเครื่อง LSP
-
แนวรับ 222 บาท แนวต้าน 229//235 บาท
Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติสุทธิไหลออกจากภูมิภาคสูงถึง US$2,192 ล้าน เป็นการไหลออกจากทุกประเทศ โดยกระจุกตัวที่ไต้หวัน US$1,497 ล้าน รองลงมาเป็นเกาหลีใต้ US$491 ล้าน ส่วนฝั่งอาเซียน เม็ดเงินไหลออกจากอินโดนีเซียมากสุด US$136 ล้าน รองลงมาเป็นไทย US$63 ล้าน ต่ำสุดที่ฟิลิปปินส์ US$14 ล้าน แนวโน้มของกระแสเงินทุนคาดว่ายังไหลออกต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงในระหว่างรอผลการประชุม FOMC
ประเด็นสำคัญวันนี้ :
(+) DELTA แนวโน้มรายได้ 2Q26 จะเร่งขึ้นต่อทั้ง q-q และ y-y น่าจะหักล้างต้นทุนที่กำลังปรับขึ้นได้ เราปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 2026-28 ขึ้นเฉลี่ย 5-9% เป็นการเติบโต 55.9%/28.4%/21.2% y-y ตามลำดับ เราปรับเพิ่มรายได้ปี 2026 โต 38.2% y-y เพื่อสะท้อนยอดขาย AI ที่เติบโตได้เร็วกว่าคาด และปรับเพิ่มเป้าเป็น 320 บาท แนะนำ ซื้อ
(+) SCGP รายงานกำไรปกติ 1Q26 สูงกว่าคาด จากการขยายตัวของอัตรากำไรที่แข็งแกร่ง หนุนโดยต้นทุน RCP ที่ลดลงและการฟื้นตัวของ Fajar อัตรากำไรมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อใน 2Q26 ขณะที่ปริมาณขายคาดฟื้นตัวหลังผ่านช่วงวันหยุด เราปรับประมาณการกำไรปกติปี 2026 ขึ้น 19.9% เป็น เติบโต 36.4% y-y ราคาเป้าหมายใหม่ 29 บาท
(+) PRM แนวโน้มกำไร 1Q26 ดีกว่าที่เราเคยคาด ~8-9% กำไรปกติน่าจะเติบโต +14% q-q, +24% y-y ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันที่เคยถูกกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบรายได้-อัตรากำไรขั้นต้นใน 3Q-4Q25 กลับมาเป็นปกติแล้วใน 1Q26 ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดที่ PE เพียง 9x Div. yield 6% แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 9.70 บาท
(+) SJWD คาดกำไรปกติ 1Q26 อยู่ที่ 258 ลบ. เพิ่ม 1.5% q-q แต่ลดลง 28.2% y-y โดยรายได้รวมโตเพียง 1.1% q-q แม้บางธุรกิจยังชะลอตามฤดูกาล แต่ธุรกิจ ขนส่งและคลังสินค้า ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง ทำให้ลูกค้าเร่งขนส่งสินค้าและใช้พื้นที่เก็บสินค้านานขึ้น margin ยังทรงตัว มอง 2Q26 ยังมีความยืดหยุ่นดีกว่าฤดูกาลปกติ จากความต้องการคลังสินค้าที่ยังแข็งแรง และอานิสงส์ต่อธุรกิจยานยนต์จากยอดจอง Motor Show เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 13.30 บาท
(0) MINT คาดกำไรปกติ 1Q26 ที่ 109 ลบ. เป็นระดับต่ำสุดของปีตามฤดูกาล แต่เติบโต 119% y-y จากการดำเนินงานโรงแรมแข็งแกร่ง แม้มาร์จิ้นอ่อนตัว แนวโน้ม 2Q26 คาดฟื้นตัว q-q จากไฮซีซั่นของโรงแรมในยุโรป แต่ค่อนข้างทรงตัว y-y จากต้นทุนที่สูงขึ้น ราคาเป้าหมาย 33.50 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” จาก valuation ต่ำที่สุดในกลุ่มโรงแรมไทย
(-) BJC คาดกำไรหลัก 1Q26 จะลดลง 13.6% y-y จากการใช้ประโยชน์จากต้นทุนคงที่ที่ลดลง แม้อัตรากำไรขั้นต้นจะดีขึ้น การโอนธุรกิจ MM Mega Market และการชำระธุรกรรมขายที่ดินกับกลุ่ม TCC ยังคงเป็นไปตามแผนในช่วงปลาย 2Q26 คาดกำไรทั้งปีทรงตัว y-y ขณะที่แนวโน้มระยะสั้น SSS Big C 1-26 เม.ย. 2026 ยังหดตัวราว 3-4% y-y เบื้องต้นคาดกำไรปกติ 2Q26 ยังทรงตัว y-y จาก SSS ที่ลดลง แต่ GPM ขยายตัวต่อเนื่อง ราคาเป้าหมาย 18 บาท คงคำแนะนำ ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว
(-) ตลาดดาวโจนส์ ปิดที่ 49,141.93 จุด ลดลง 25.86 จุด หรือ -0.05% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,138.80 จุด ลดลง 35.11 จุด หรือ -0.49% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,663.80 จุด ลดลง 223.30 จุด หรือ -0.90% เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ 5 แห่งจะรายงานผลประกอบการ
(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาคละกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความระมัดระวังก่อนการตัดสินใจของธนาคารกลางรายใหญ่ในช่วงปลายสัปดาห์นี้
(-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดแดนลบ โดยยังมีควากังวลเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงเป็นการปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก่อนหน้า
(-) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยขยับมาอยู่ที่ 32.52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.12%
(+) ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 3.56 ดอลลาร์ หรือ +3.69% ปิดที่ 99.93 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลว่าความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอาจทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัว อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลดช่วงบวก หลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)
(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 85.30 ดอลลาร์ หรือ -1.82% ปิดที่ 4,608.40 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อและส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังจากมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจต่อข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านในการยุติสงคราม ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธ (29 เม.ย.) ตามเวลาสหรัฐฯ
SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,040.91 / -0.33%








