ภาพรวมทรงตัว แต่ DELTA ยังมีโอกาสหนุน
ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นแรงกว่าคาด ปิดบวกถึง 23.03 จุด ที่ระดับ 1,479.13 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.7 หมื่นลบ. โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งขึ้นโดยเฉพาะ DELTA กระทบเป็นบวกรวมถึงราว 20 จุด สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 1.3 พันลบ.และ 271 ลบ. ตามลำดับ (ต่างชาติพลิกมา Long สุทธิ Index Futures 5.5 พันสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,475-1,490 จุด โดยคาดยังได้อานิสงส์จาก DELTA ที่ประกาศกำไร 1Q26 สูงกว่าคาด อย่างไรก็ตามภาพรวมในกลุ่มอื่นๆคาดว่าจะแกว่งทรงตัวเนื่องจากยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ ล่าสุดยังคงไม่มีพัฒนาการเชิงบวกในด้านสงคราม แม้อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่แก่สหรัฐฯ โดยให้ยุติสงครามก่อนเจรจาเรื่องเปิดช่องแคบและนิวเคลียร์ โดยล่าสุดทรัมป์ได้เรียกหารือข้อเสนอดังกล่าวกับทีมที่ปรึกษา แต่ยังมีการตอบรับใดๆ ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงยืนในระดับสูงที่ US$108 ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ตลาดยังคงจับตาดูการประชุมธนาคารกลางหลักหลายแห่งในสัปดาห์นี้ ได้แก่ BoJ Fed ECB BoE รวมถึง กนง. ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม แต่โฟกัสหลักอยู่ที่มุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปโดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ถูกกระทบจากสงคราม ส่วนปัจจัยในประเทศวานนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่ได้เข้าพิจารณาในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ โดยรอความชัดเจนของแหล่งเงินและคาดว่าจะเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้าแทน เราประเมินตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักผลประกอบการ 1Q26 ที่เริ่มทยอยประกาศหนาแน่นมากขึ้นสัปดาห์นี้ โดยหุ้นที่มีกำไรแข็งแรงและกระทบจากสงครามจำกัดมีแนวโน้ม Outperform ตลาด
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : DELTA
-
แนะนำ “เก็งกำไร” อยู่ระหว่างปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 300 บาท
-
ประกาศกำไรปกติ 1Q26 ทำ New High ที่ 9.08 พันลบ. +25% q-q, +65% y-y หากตัดรายการพิเศษออก กำไรปกติอยู่ที่ 8.84 พันลบ. +23% q-q, +77% y-y ดีกว่าคาด 6% หนุนจากทั้งรายได้และ Margin ที่ New High จาก Demand สินค้ากลุ่ม Power Electronic
-
แนวโน้ม 2Q26-2H26 คาดว่ายังเร่งขึ้นต่อเพราะยังได้คำสั่งซื้อจาก Delta Taiwan เข้ามามากขึ้น เรามีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้นจากปัจจุบันที่ 3.54 หมื่นลบ. +43% y-y
-
แนวรับ 304-301//292 บาท แนวต้าน 319 บาท
Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติผสมผสาน สุทธิแล้วพลิกมาไหลออกจากภูมิภาค US$935 ล้าน นำโดยไต้หวัน US$1,278 ล้าน แต่ไหลเข้าเกาหลีใต้ US$464 ล้าน ส่วนฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกจากอินโดนีเซียสูงสุด US$118 ล้าน และไหลเข้าไทยบางๆ US$8 ล้าน แนวโน้มของกระแสเงินทุนคาดว่ายังผสมผสานโดยจับตาการประชุมธนาคารกลางหลักหลายแห่งสัปดาห์นี้ รวมถึงพัฒนาการของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านว่าจะเห็นการเจรจาหรือได้ข้อยุติหรือไม่
ประเด็นสำคัญวันนี้ :
(+) SCGD กำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 246 ลบ. เพิ่ม 31% q-q และ 14% y-y ดีกว่าคาดเล็กน้อย การเติบโตหนุนจากค่าใช้จ่ายลดจากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แนวโน้ม 2Q26 คาดอ่อนลง q-q จากยอดขายในไทยที่อาจชะลอตามฤดูกาลและภาคอสังหาฯ ที่ยังซบเซา คงประมาณการและราคาเป้าหมาย 5.20 บาท ยังแนะนำ “ถือ”
(+) GULF คาดกำไร 1Q26 แข็งแรงต่อเนื่อง ดีขึ้นทุกธุรกิจ แม้ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมที่ชะลอ แนวโน้มกำไร 2Q26 เติบโตต่อ บวกกำไรพิเศษจากการขายหุ้นโครงการ Pak Lay และเงินปันผลรับเพิ่มขึ้น ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2026 +6.8% เป็น 3.3 หมื่นลบ. +36.2% y-y ราคาเป้าหมายใหม่ 66 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”
(+) TIDLOR คาดกำไร 1Q26 จะฟื้นตัว +34% q-q และ +15% y-y จาก ECL ที่ลดลงและไม่มีรายการพิเศษ ขณะที่รายได้หลักยังอ่อนตัว แนวโน้มปี 2026-28 ยังเป็นบวก โดยกำไร 2Q26 คาดขยับขึ้นเล็กน้อยจากต้นทุนความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อที่ทรงตัว คงคาดกำไรปี 2026-28 โตเฉลี่ย 9.8% CAGR ราคาเป้าหมาย 23 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(0) OSP คาดกำไรปกติ 1Q26 ที่ 1.05 พันลบ. +25% q-q, +6% y-y แม้รายได้ในประเทศโต แต่รายได้ต่างประเทศคาดลดลงมากราว 30-35% y-y มาจากกัมพูชาหายไป, อินโดขาดเรือ และพม่า ติดปัญหาการให้ import license ที่เข้มงวดขึ้น แนวโน้ม 2Q26 จะเริ่มถูกกระทบค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่วน 3Q26 จะเผชิญต้นทุนสูงขึ้น ลดคำแนะนำเป็น “ถือ”
(0) WHA คาดกำไร 1Q26 ถูกกดดันจากยอดโอนที่ดินที่อ่อนตัว แม้ความต้องการ FDI ยังแกร่ง ธุรกิจโลจิสติกส์และสาธารณูปโภคช่วยพยุง ขณะที่ยอดโอนที่ดินมีแนวโน้มเร่งตัวในไตรมาสถัดไป คาดกำไรปกติ 1Q26 ต่ำสุดของปีนี้ คงประมาณการและราคาเป้าหมาย 5 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(-) SPALI คาดกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 346 ลบ. ลดลง 74% q-q และ 14% y-y ทำจุดต่ำสุดในรอบ 13 ปี จาก GPM หดตัวตามการทำโปรโมชั่นระบายสต็อกและสัดส่วนโอนคอนโดที่ลดลง ยอดโอนรวมคาดอยู่ที่ 3.65 พันลบ. -49% q-q แต่ +4% y-y จากฐานต่ำ ทิศทางกำไรทยอยฟื้นตัว q-q ใน 2Q-3Q26 จากการโอนคอนโดใหม่ เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2026-28 ลง 4-6% ได้ราคาเป้าหมายใหม่ 15.60 บาท คงคำแนะนำ “ขาย”
(0) FSSIA Portfolio Update เรา “เพิ่ม” TIDLOR เข้าสู่ Portfolio และ “ถอด” MTC OSP ออก ทำให้ล่าสุด Top Pick ประกอบด้วย BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
(+/-) ตลาดดาวโจนส์ ปิดที่ 49,167.79 จุด ลดลง 62.92 จุด หรือ -0.13% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,173.91 จุด เพิ่มขึ้น 8.83 จุด หรือ +0.12% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,887.10 จุด เพิ่มขึ้น 50.50 จุด หรือ +0.20% ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย และจับตาสถานการณ์ต่าง ๆ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ ขณะที่นักลงทุนเตรียมรับมือการประชุมธนาคารกลางหลายแห่งในสัปดาห์นี้ และความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่หยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และกดดันความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
(+/-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสาน โดยยังความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงมีการขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ก่อนหน้าปรับตัวขึ้นมามาก
(-) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยขยับมาอยู่ที่ 32.41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.22%
(+) ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 1.97 ดอลลาร์ หรือ +2.09% ปิดที่ 96.37 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากความล่าช้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นไปอย่างจำกัด ยังคงส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัว
(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 47.20 ดอลลาร์ หรือ -1% ปิดที่ 4,693.70 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงหยุดชะงักและผลักดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินการแสดงความเห็นของธนาคารกลางเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามอิหร่าน
SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,044.34 / -0.22%








