FED คงดอกเบี้ยตามคาด (แม้เสียงแตก) แต่ยังต้องจับตาตัวเลขสำคัญอื่นอย่างใกล้ชิด

ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ดีอีกครั้ง โดยปิดบวก 11.54 จุด ที่ระดับ 1491.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.7 หมื่นลบ. โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นขนาดใหญ่หลายตัว สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 1.9 พันลบ. และ 2 พันลบ. ตามลำดับ (และนักลงทุนต่างชาติยัง Long สุทธิ Index Futures อีกราว 1 หมื่นสัญญา)

แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ถึง Sideways Up โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 1500-1510 จุด โดยระยะสั้นยังมีตัวแปรสำคัญ คือ การเคลื่อนไหวของ DELTA กับท่าทีหลังประกาศกำไร 1Q26 ที่แม้สูงกว่าคาด แต่ราคาก็ค่อนข้างผันผวนสูงรวมถึงการขึ้นเครื่องหมายการจ่ายปันผล (XD) ของหุ้นขนาดใหญ่ ที่ส่งผลให้ตลาดแกว่งตัวผันผวนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามภาพรวมในกลุ่มอื่นๆคาดว่าจะแกว่งทรงตัวเนื่องจากยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ และล่าสุดยังคงไม่มีพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในด้านสงคราม ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent มีการพุ่งแรงแตะระดับ US$110 ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ในขณะที่ Fed ค่ำคืนที่ผ่านมา แม้จะคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ก็เสียงแตกมากที่สุดในรอบ 30 ปี (8 ต่อ 4 เสียง) อย่างไรก็ตาม โฟกัสหลักอยู่ที่มุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปโดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ถูกกระทบจากสงคราม ดังนั้น จึงต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และตัวเลข ISM ภาคการผลิต ที่จะประกาศในคืนนี้และคืนพรุ่งนี้อย่างใกล้ชิดเพราะเป็นตัวเลขสำคัญในการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยของ Fed ในอนาคต ส่วนปัจจัยในประเทศ กนง. มีการประกาศคงดอกเบี้ยตามคาดการณ์ แต่ก็ยังมีประเด็นเรื่องโครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งยังไม่ได้เข้าพิจารณาในการประชุมครม.เศรษฐกิจ โดยรอความชัดเจนของแหล่งเงินและคาดว่าจะเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้าแทน เราประเมินตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักผลประกอบการ 1Q26 ที่เริ่มทยอยประกาศหนาแน่นมากขึ้นสัปดาห์นี้ โดยหุ้นที่มีกำไรแข็งแรงและกระทบจากสงครามจำกัดมีแนวโน้ม Outperform ตลาดกลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย

หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM

FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : CPN

  • แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 73 บาท

  • ได้รับผลกระทบจำกัดมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ภาพรวมปี 2026 คาดโตต่อเนื่องจากการรับรู้รายได้ของ Central Park และ Central กระบี่เต็มปี และเปิดศูนย์การค้าอีก 4 แห่งในปีนี้ หนุนพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้น 8%

  • เป้าการเติบโตของรายได้ใน 5 ปีข้างหน้า เราคาดโตเฉลี่ย 6.5% CAGR และคาดกำไรปกติโต 7% CAGR โดยเฉพาะในปี 2026 ที่คาดเติบโตสูง 13% y-y

  • แนวรับ 61.25 บาท แนวต้าน 63-65 บาท

Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติสุทธิไหลออกจากภูมิภาคต่อเนื่องอีก US$2,053 ล้าน และยังคงกระจุกในไต้หวัน US$1,592 ล้าน รองลงมาเป็นเกาหลีใต้ US$409 ล้าน ส่วนฝั่งอาเซียน เม็ดเงินไหลพลิกเป็นไหลเข้าไทย US$63 ล้าน และฟิลิปปินส์ US$5 ล้าน แนวโน้มของกระแสเงินทุนคาดว่าจะผสมผสานและเบาบางลงหลังรู้ผลการประชุม FOMC แล้ว

ประเด็นสำคัญวันนี้ :

(+) SCC กำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 6.2 พันลบ. ดีกว่าเราคาดมากจาก inventory gain สูงกว่าคาด ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 1.8 พันลบ. พลิกฟื้นจากขาดทุนใน 4Q25 และโต 53% y-y หนุนจากทั้งธุรกิจ Cement and Green Solutions และธุรกิจ Chemicals ที่ฟื้นจาก product spread ที่กว้างขึ้น แนวโน้มกำไรยังได้แรงหนุนจาก petrochemical spread ที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้บางโรงงานจะปิดซ่อมบำรุง แต่ inventory ยังช่วยพยุงยอดขายใน 2Q26 อีกประเด็นบวกคือ SCGC ลงนาม MOU กับ PTTGC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้ง JV ธุรกิจ olefins และ polyolefins ซึ่งเรามองบวกต่อการเพิ่มขนาดธุรกิจ เสริมความเป็นผู้นำในภูมิภาค และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ราคาเป้าหมาย 250 บาท ยังแนะนำ ซื้อ

(+) ITC กำไร 1Q26 ดีกว่าคาด 6% จากรายได้ดีกว่าคาดและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคาด บริษัทคงเป้ารายได้ปี 2026 สกุลบาท +8-11% y-y แนวโน้มกำไร 2Q26 น่าจะอ่อนตัวลง q-q จากปริมาณขายที่อาจต่ำกว่า 1Q26 และแนวโน้มต้นทุนจะเริ่มสูงขึ้นเดือน พ.ค. ขณะที่คาดว่าจะทยอยปรับราคาขายขึ้นได้ในเดือน มิ.ย. ราคาเป้าหมาย 20 บาท ยังแนะนำซื้อ

(+) AMATA ยอดขายที่ดิน 1Q26 อ่อนแอตตามฤดูกาล แต่อัตรากำไรยังแข็งแกร่งจาก ASP สูงและรายได้ประจำที่มั่นคง เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026-28 ขึ้น 7%/13%/10% ตามลำดับ จากการปรับเพิ่มราคาขายที่ดินที่มีแนวโน้มสูงกว่าที่เคยประเมิน ราคาเป้าหมายใหม่ 23.50 กำไรผ่านจุดสูงสุดแล้ว Valuation ยังถูก คงคำแนะนำ ซื้อ

(0) BGRIM คาดกำไรสุทธิ 1Q26 ไม่ตื่นเต้น รายได้ขายไฟให้ EGAT ลดลง แต่ลูกค้าอุตสาฯ เพิ่มขึ้น SPP margin ดีขึ้นจากราคาก๊าซปรับลง และยังมีกำไรจาก FX ช่วยหนุน แนวโน้ม 2Q26 จะเริ่มเห็นผลกระทบจากราคาก๊าซที่ปรับขึ้นมากกว่าค่า Ft ที่ปรับขึ้น และจะมี downside จากประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ที่คาด +23.4% y-y ยังแนะนำ “ซื้อ”

(0) AP คาดกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 896 ลบ. +4% y-y แต่ -31% q-q ตามทิศทางยอดโอน แม้ถูกกดดันจาก GPM ที่ลดลง แนวโน้มกำไรคาดฟื้นตัว q-q ต่อเนื่องในช่วง 2Q-4Q26 ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2026-28 ลง 9%/7%/4% ตามลำดับ จากแรงกดดันด้านอัตรากำไร ได้ราคาเป้าหมายใหม่ 9.50 บาท Div. yield 6.2% คงคำแนะนำ ซื้อ

(0) M คาดกำไร 1Q26 จะฟื้นตัว q-q ขาดทุน BONUS เริ่มลดลง หลังปรับลดค่าใช้จ่ายได้ตามแผน แต่ 3Q26 จะเผชิญต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาจทำให้กำไรฟื้นน้อยกว่าที่เคยคาด เราปรับลดกำไรสุทธิปี 2026 ลง 21% เป็น +7.3% y-y และปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 18 บาท ยังคงคำแนะนำ ถือ

(+/-) ตลาดดาวโจนส์ ปิดที่ 48,861.81 จุด ลดลง 280.12 จุด หรือ -0.57% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,135.95 จุด ลดลง 2.85 จุด หรือ -0.04% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,673.24 จุด เพิ่มขึ้น 9.44 จุด หรือ +0.04% โดยตลาดถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน และจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Alphabet และ Microsoft

(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ หลังการเปิดเผยผลประกอบการบริษัทที่ออกมาผสมผสาน และข้อมูลเศรษฐกิจที่ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายจากสงครามอิหร่าน ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังก่อนการตัดสินใจกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และยุโรป

(-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดแดนลบ โดยเคลื่อนไหวตามการปรับตัวลงของดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย

(-) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยขยับมาอยู่ที่ 32.79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.09%

(+) ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 6.95 ดอลลาร์ หรือ +6.95% ปิดที่ 106.88 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีรายงานว่า ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมสำหรับการปิดล้อมอิหร่านในระยะยาว

(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 46.90 ดอลลาร์ หรือ -1.02% ปิดที่ 4,561.50 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยตลาดยังคงถูกกดดันจากความกังวลว่าสงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อและผลักดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นด้วย

SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,039.20 / -0.16%

- Advertisement -