บล.ฟินันเซีย ไซรัส: 

PYLON (PYLON TB)

Key takeaways from analyst meeting

Highlights

    • เรามีมุมมองเป็นกลางต่อการประชุม Opportunity Day วานนี้ โดยผู้บริหารยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2026 ที่ 10–15% จากงานในมือที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการใช้เครื่องจักรในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้

    • งานในมือปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงที่ 1.75 พันล้านบาท โดยส่วนใหญ่ยังมาจากโครงการภาคเอกชนคิดเป็น 84% ได้แก่ โครงการมิกซ์ยูส โรงแรม และโรงพยาบาล ขณะที่โครงการภาครัฐคิดเป็นราว 16% หลัก ๆ มาจากโครงการ Orange Line และโครงการ Chatuchot Expressway นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจามูลค่าราว 200–300 ล้านบาท ซึ่งอาจช่วยให้งานในมือเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2 พันล้านบาท

    • อัตรากำไรขั้นต้นของโครงการใหม่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น เนื่องจากอัตราการชนะประมูลเพิ่มขึ้น และการแข่งขันยังไม่สูงในปัจจุบัน โดยผู้เล่นรายใหญ่ยังมุ่งเน้นไปที่โครงการ Orange Line ขณะที่ผู้รับเหมารายเล็กส่วนใหญ่ยังเน้นงานภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันมีแนวโน้มสูงขึ้นใน 2H26 หลังโครงการ Orange Line แล้วเสร็จ

    • ภายหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาคอนกรีตและน้ำมัน ขณะที่ผลกระทบต่อราคาเหล็กเส้นยังจำกัด เนื่องจากโดยปกติบริษัทจะล็อคราคาทันทีหลังได้รับงาน สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ บริษัทได้ทบทวนและปรับประมาณการต้นทุนเพื่อสะท้อนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งได้รับการบันทึกในผลประกอบการ 1Q26 ภายใต้สมมติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 40–45 บาทต่อลิตร และราคาคอนกรีตเพิ่มขึ้น 200–300 บาทต่อลูกบาศก์เมตร สำหรับโครงการใหม่ที่ได้รับงานแล้วแต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าของโครงการเพื่อขอปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น

    • การใช้เครื่องจักรใน 2Q26 คาดว่ายังอยู่ในระดับสูงที่ 18–20 ชุด ใกล้เคียงกับ 1Q26 อย่างไรก็ตาม หลายโครงการขนาดใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น Central Embassy Phase 2 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการขนย้ายเครื่องจักรเข้าพื้นที่ ก่อนเริ่มงานก่อสร้างหลักในเดือนมิถุนายน

    • ใน 2Q26 เราคาดว่ารายได้จะอ่อนตัว q-q จากโครงการที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก่อสร้าง รวมถึงผลกระทบจากวันหยุดหลายช่วง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากราคาวัสดุที่สูงขึ้น ดังนั้น กำไร 2Q26 คาดว่าจะลดลง q-q ก่อนเร่งตัวอีกครั้งใน 3Q26 ซึ่งเป็นช่วงที่งานก่อสร้างหลักจะเริ่มเต็มรูปแบบ โดยการใช้เครื่องจักรจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 ชุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

    • เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ที่ 256 ล้านบาท (+21% y-y) และคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย 3.80 บาท (อิง PBV 2.4 เท่า) จากการคาดการณ์การเติบโตของกำไรในปี 2026 แม้เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับฐานะการเงินแข็งแกร่งจากสถานะ Net cash ซึ่งสนับสนุนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ คาดให้ Yield 8–9% ต่อปี

- Advertisement -