KS Daily View 20.05.2026 >>> เงินเฟ้อ หนุน Bond Yield เร่งตัวขึ้น เน้นย่อตั้งรับหุ้นอิงการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ กรอบของ SET index ที่ 1,500-1,525 จุด แนะนำ KTB, CPALL
แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,516.69 ลดลง 1.05 จุด (-0.07%) แรงขายกลุ่มเกษตร และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่มีแรงซื้อเด่นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 1,231 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index อ่อนตัวในกรอบ 1,500-1,525 จุด จากความกังวลในเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลกที่คาดจะเร่งตัวขึ้นในช่วงถัดไป หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้มีแรงขายมากในตลาดพันธบัตร หนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวขึ้นเด่น โดยวานนี้ US Bond Yield 30 ปี ปิดที่ 5.181% (+5.8bps) พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ดังนั้นระยะสั้นคงต้องเกาะติดประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งล่าสุดจาก FED Watch Tool บ่งชี้ว่าตลาดเริ่มให้โอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในช่วงปลายปีนี้ ส่วนด้านปัจจัยในประเทศ วานนี้ ครม.มีมติอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส วงเงิน 1.76 แสนบ้านบาท เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยคาดเป็นโมเมนตัมเชิงบวกต่อภาคการบริโภคในระยะสั้น ดังนั้นกลยุทธ์รอย่อตั้งรับหุ้นพื้นฐานดี ที่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ และได้แรงหนุนจากโมเมนตัมเชิงบวกของเศรษฐกิจในประเทศ โดยสำหรับวันนี้แนะนำ KTB, CPALL
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
- ครม. มีมติยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับกว่า 90 ประเทศ และให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิมที่ส่วนใหญ่พำนักได้ราว 30 วัน โดยหลังจากนี้คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตราจะพิจารณาเงื่อนไขรายประเทศใหม่อีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับมิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลต่อการใช้สิทธิ์พำนักระยะยาวและผลกระทบด้านความปลอดภัยภายในประเทศ มาตรการดังกล่าวอาจเป็นโมเมนตัมลบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาเที่ยวไม่เกิน 30 วันอยู่แล้ว
- ครม. อนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงิน 1.76 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤติค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัว โดยมาตรการหลักครอบคลุมทั้งการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ช่วยคนชั้นกลางผ่านโครงการร่วมจ่ายรัฐช่วย 60% นาน 4 เดือน และสนับสนุนร้านค้ารายย่อยด้วยเทคโนโลยี AI และการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อพยุงกำลังซื้อและลดความเสี่ยงการว่างงานในระบบเศรษฐกิจ ประเมินมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้นเป็นบวกต่อหุ้นค้าปลีก เช่น CPALL, CPAXT, BJC จากโอกาสการใช้จ่ายในประเทศฟื้นตัว แม้ตลาดยังติดตามความเสี่ยงด้านฐานะการคลังและเงินเฟ้อในระยะถัดไป
- ธปท. อยู่ระหว่างศึกษาการกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หลังมองว่ามีทั้งประโยชน์ในการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อระยะสั้น และความเสี่ยงจากการใช้จ่ายเกินกำลังชำระหนี้ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งผู้ให้บริการที่อยู่และไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของแนวทางกำกับภายในปี 2569ประเด็นดังกล่าวอาจกดดัน Sentiment หุ้นไฟแนนซ์และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีบริการผ่อนชำระ เช่น SAWAD, MTC หากเกณฑ์กำกับเข้มงวดขึ้น แต่ระยะยาวช่วยลดความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนและยกระดับคุณภาพสินเชื่อในระบบการเงินไทย
- เตรียมนำทีม สส.พรรคภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา โดยเสนอจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 100 คน เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมปรับเกณฑ์การเห็นชอบของ สว. เหลือ 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด ขณะที่ยืนยันไม่แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงกำหนดให้ ส.ส.ร. มาจากระบบตัวแทน ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญอาจช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองระยะสั้นและเป็นบวกต่อ Sentiment ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้น Domestic Play หากกระบวนการเดินหน้าได้อย่างราบรื่นและไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาลในระยะถัดไป
Daily picks
KTB: ราคาพื้นฐาน 36.00 บาท
- ตั้งเป้าสินเชื่อปี 2569 โต 0-2% (ไม่รวมภาครัฐ) โดยเร่งปล่อยกู้ SME และรายย่อยใน 2H69 ขณะที่เราคาดสินเชื่อรวมโต 3.9% จากแรงหนุนสินเชื่อภาครัฐ
- ความกังวลต่อประเด็นเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเร่งขึ้น กระตุ้นจิตวิทยาบวกต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงถัดไป ถือเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 36 บาท มอง Total Return น่าสนใจ 17% จากคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง, Credit cost ลดลง และ Dividend Yield สูงราว 8.3%
CPALL: ราคาพื้นฐาน 57.20 บาท
- คาดได้อานิสงส์เชิงบวกจาก GDP ไทยที่ดีกว่าคาด โดยส่วนหนึ่งมีแรงหนุนมาจากการฟื้นตัวของภาคการบริโภค ผสานมาตรการกระตุ้นของภาครัฐในช่วงถัดไปเป็นแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติม
- กำไร 1Q69 ที่ 9.1 พันลบ. สูงกว่าคาด จากรายได้อื่นและการสนับสนุนโปรโมชั่นจากซัพพลายเออร์ที่ดีกว่าคาด และธุรกิจ CVS ยังเป็นแรงขับหลัก โดยยอดขายโต 7% YoY ส่วน GPM ขยายจากสัดส่วนอาหารพร้อมทานและเครื่องดื่มที่สูงขึ้น
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 57.2 บาท มองกำไร 2Q69 ยังแข็งแกร่งจาก SSSG ฟื้นตัว อำนาจการปรับราคาสินค้า และ margin ที่ขยายต่อเนื่อง
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
- วันพุธ ติดตามการรายงานการประชุม FED รอบล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) และฝั่งยุโรปเกาะติดดัชนี CPI ของยูโรโซน เดือน เม.ย. คาดที่ +3.0%y-y ส่วนจีนจะมีรายงาน Loan Prime Rate ของจีน อายุ 1 ปี และ 5 ปี คาดทรงตัวที่ 3.0% และ 5.0% ตามลำดับ
- วันพฤหัส ติดตามตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของ US คาด +2.1 แสนราย น้อยกว่าสัปดาห์ก่อนที่ +2.11 แสนราย
ยอดการเริ่มสร้างบ้าน US เดือน เม.ย. คาดที่ 1.41 ล้านยูนิต ลดลงจากเดือน มี.ค. ที่ 1.502 ล้านยูนิต รวมทั้ง US PMI ภาคการผลิต เดือน พ.ค. คาดที่ 53.7 จุด ลดลงจาก 54.5 ส่วนPMI ภาคบริการ เดือน พ.ค. คาดทรงตัวที่ 51.0 และPMI ภาคการผลิตและบริการของยูโรโซน เดือน พ.ค. - วันศุกร์ ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ จาก ม.มิชิแกน เดือน พ.ค. คาดที่ 48.3 จุด









