ไทยช่วยไทย+ มา แต่ Bond Yields กดดัน / 1,505–1,525

คาด SET Index แกว่งตัวออกข้าง : แรงหนุนจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่มีแรงกดดันจาก Bond Yields สหรัฐฯที่เร่งตัวขึ้นกดดันภาพรวมการลงทุน ขณะที่รอจับตาความคืบหน้าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

กลยุทธ์การลงทุน

  1. Outlook ดีใน 2Q69: GULF, KCE, MINT, OR, STECON, SPALI, CK

  2. ไทยช่วยไทยพลัส: ADVANC, AEONTS, BEM, CENTEL, CPALL, CPAXT, ERW, KTC, MTC, TRUE, KTB, KBANK

  3. เข้า MSCI Global small cap.: MRDITY, TFG

  4. คาดเข้า SET50/100 เบื้องต้น: BCP, BTG, TFG, NER, PSL, THCOM

  • ไทยช่วยไทยพลัสมา หุ้นไหนจะมาบ้าง : ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสครอบคลุมจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 30 ล้านคน โดยจะเริ่มให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค. 69 นี้ ซึ่งเป็นไปตามรายละเอียดที่เคยเผยไว้ช่วงก่อน คือ รัฐออกเงินให้ 60% ประชาชนจ่ายเองเพียง 40% และ จะทยอยโอนสิทธิ์ให้ประชาชนเดือนละ 1 พันบาท เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ถึง ก.ย. 69 ตัวเลขวงเงินต่อคนดังกล่าวเป็นจำนวนที่มากเป็นอันดับ 2 รองจากในเฟส 3 ที่ได้รับวงเงินรวม 4,500 บาท ทางฝ่ายมองเป็นบวกต่อหุ้นที่อิงการบริโภคในประเทศเช่น กลุ่มค้าปลีก และ อาหาร นอกจากนี้สถิติในอดีตที่มีการดำเนินโครงการคนละครึ่งทั้ง 6 เฟส มีกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดในช่วงดังกล่าว(ค่าเฉลี่ยการปรับตัวขึ้น) ได้แก่ กลุ่มธนาคาร(+13.7%) การเงิน(+5.7%) ท่องเที่ยว(+11.2%) และ สื่อสาร(+9.5%)

  • รอลุ้นทั้งงบ NVIDIA รายงานการประชุม และ Bond Yields : โดยจะเป็นการประกาศงบ 1Q27 ซึ่งบริษัทดังกล่าว เป็น Leading Indicator สำหรับห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนอิเล็กฯ เบื้องต้น Bloomberg คาดจะเห็นการขยายตัวของผลประกอบการ 85%y-y และ 10%q-q โดยอาจต้องจับตา Outlook เพื่อคาดการณ์ผลประกอบการในระยะถัดไป และ จับตาประเด็นงบลงทุนที่สูงของหุ้นดังกล่าว โดยหากยังเห็นการเร่งตัวของงบลงทุนอาจมีแรงขายออกมา นอกจากนี้ตัวเลข Bond Yields สหรัฐอายุ 10 ปี และ 30 ปี ที่พุ่งแตะระดับ 4.68% และ 5.19% ทำระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 19 ปี เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ร่วมกดดันราคาหุ้น และ ตลาด แนะจับตารายงานการประชุม FOMC เพื่อจับสัญญาณดอกเบี้ยในระยะถัดไป

  • น้ำมันแกว่งรอการเจรจา : ราคาน้ำมันดิบ WTI เช้านี้แกว่งตัวออกข้างที่บริเวณ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ โดยไม่มีฝ่ายใดต้องการให้ปฏิบัติการทางทหารกลับมาบังคับใช้ แต่อิหร่านยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ แนะจับตาการเจรจาต่อ พร้อมติดตามตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐคืนนี้ หลังติดลบกว่า 4.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ก่อน

+ ปัจจัยเพิ่มเติม –

(-) รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันกับผู้ที่จะเดินทางเข้ามาจากกว่า 90 ประเทศ โดยให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิมซึ่งจะอยู่ในประเทศไทยได้ ประมาณ 30 วัน อาจกดดันต่อภาพรวมการท่องเที่ยว

(-) ที่ประชุม กคช. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ลงเหลือ 1.2-1.6% (จากเดิม 1.6-2.0%) และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ มาอยู่ที่ 2.0-3.0% (จากเดิม 0.2-0.7%) ส่วนประมาณการส่งออก ยังคงเดิมที่ -1.5 ถึง -0.5%

(+) ผลสำรวจ BofA ชี้ “กองทุนทั่วโลก” แห่เพิ่มน้ำหนักลงทุนใน “หุ้น” สูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของกำไรบริษัทและความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

(+) ครม.อนุมัติมาตรการบรรเทาผลกระทบคู่สัญญาภาครัฐ จากวิกฤตตะวันออกกลาง ผ่อนผันคำนวณค่า K ชั่วคราว ช่วยพยุงสภาพคล่องธุรกิจก่อสร้าง

Picks of the day

CK (BUY)

  • เป้าหมาย 18.30 / 19.20 แนวรับ 16.70 / 17.10

  • ผ่อนผันกรอบค่า K: ครม. อนุมัติมาตรการบรรเท่าผลกระทบคู่สัญญาภาครัฐฯ ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ต้นทุนด้านพลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบสูงขึ้น โดยการผ่อนผันคำนวณค่า K ชั่วคราว จากกรอบ+-4% ลงมายัง +-2% ในสัญญาส่งมอบงวดงานตั้งแต่ 28 ก.พ.–30 ก.ย. 69 ช่วยลดผลกระทบของผู้รับเหมาที่จะต้องรับผิดชอบส่วนต่างของต้นทุน

  • CK มีภาครัฐฯเยอะ: โดยเรามองเป็นประโยชน์ต่อ CK มากสุด จาก Backlog ส่วนใหญ่มากกว่า 60% มาจากงานภาครัฐฯ งานหลักๆเป็น รถไฟฟ้าสายสีม่วง-ส้มตะวันตก, รถไฟทางคู่เด่นชัย ที่รับรู้รายได้เข้าดีในปัจจุบัน

KTB (BUY)

  • เป้าหมาย 36.00 / 37.25 แนวรับ 33.50 / 34.00

  • ดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มไม่ลดลงต่อ: ทางธปท.มีความเห็นซึ่งตีความได้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับนี้ ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนสินเชื่อของกลุ่มธนาคารไม่ลดลง และจะส่งผลดีต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเพิ่มสูงขึ้นได้

  • ได้ประโยชน์จากโครงการคนละครึ่ง: จากการที่ครม.มีมติเห็นชอบโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งครอบคลุมถึงคนละครึ่งพลัสและการเติมเงินผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลให้เรามองว่า KTB มีแนวโน้มเป็นธนาคารที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์สอดรับกับการที่เป็นผู้ดำเนินการแอปพลิเคชันเป๋าตัง ประกอบกับจากการที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว เราจึงคาดว่าจะมีการดำเนินมาตรการ/โครงการต่างๆออกมาเพิ่มเติม ส่งผลให้ KTB ซึ่งเป็นธนาคารที่มีหน่วยงานของภาครัฐถือหุ้นใหญ่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นตัวกลางในการส่งผ่านเม็ดเงินของภาครัฐ

- Advertisement -