บล.กสิกรไทย:

KISS เป้าธุรกิจเชิงบวกท่ามกลางพัฒนาการที่ค่อนข้างดี

รีวิวไตรมาส 1/2569 เมื่อวันที่ 13 พ.ค. KISS รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 46 ลบ. (+27% YoY, +4% QoQ) หากไม่รวมกำไรอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 4 ลบ. กำไรปกติอยู่ที่ 42 ลบ. เพิ่มขึ้น 51.6% YoY จากยอดขายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัว แต่ลดลง 13.7% QoQ จากยอดขายที่ลดลงและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่สูงขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล กำไรปกติไตรมาส 1/2569 สูงกว่าประมาณการของเรา 5% จากยอดขายและ GPM ที่สูงกว่าคาด และคิดเป็น 24.2% ของประมาณการกำไรปกติปี 2569 ของเราที่ 173 ลบ. KISS ยังประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) รายไตรมาสที่ 0.05 บาท (ขึ้น XD วันที่ 26 พ.ค.) คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 65% และอัตราตอบแทนเงินปันผลต่อปีที่ 8%

มีอะไรใหม่? เมื่อวันที่ 15 พ.ค. KISS จัดประชุมนักวิเคราะห์หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 โดยเรามีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มจากเป้าหมายการดำเนินงานของบริษัทฯ ปี 2569 ที่แข็งแกร่ง KISS ปรับเพิ่มเป้าการเติบโตของยอดขายและกำไรปี 2569 จาก 10–20% YoY เป็น 12–22% YoY โดยระบุการเติบโตของผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ดีกว่าคาด และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยหนุนการขยายตัวของอัตรากำไร โดยเป้าธุรกิจใหม่ดังกล่าวได้รวมผลกระทบจากต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์และค่าขนส่ง จากผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านแล้ว บริษัทฯ คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปี 2569 จะขยายตัวอีก 1–3% เทียบกับระดับที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 ที่ 59.2% และคาดว่ายอดขายส่งออกจะคิดเป็น 10% ของยอดขายรวม เทียบกับ 7% ในไตรมาส 1/2569 ผู้บริหารยังตั้งเป้าให้ยอดขายจากสินค้าใหม่ (NPD) คิดเป็น 36% ของยอดขายรวม เทียบกับระดับ 30% ในไตรมาส 1/2569 โดยได้แรงหนุนจากผลิตภัณฑ์หลัก เช่น มาสก์ไฮโดรเจล สำหรับช่วง ขณะที่ในเชิง YTD ตั้งแต่เดือน เม.ย.ถึง พ.ค. ยอดขายและกำไรยังคงเติบโตในอัตราตัวเลข 2 หลัก YoY สะท้อนยอดขายผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่แข็งแกร่งและ GPM ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

แนวทางธุรกิจ เป้าหมายธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ สะท้อนรายได้ปี 2569 ที่ 1.35–1.47 พันลบ. และกำไรที่ 185–202 ลบ. เทียบกับประมาณการรายได้และกำไรปี 2569 ของเราที่ 1.3 พันลบ. และ 173 ลบ. ตามลำดับ โดยทั้งกรอบล่างและกรอบบนของเป้ารายได้และกำไร แสดงถึง upside risk ต่อประมาณการปี 2569 ของเราที่ 1–10% และ 7–17% ตามลำดับ หากอิงจากการคาดการณ์ของเรา เป้าธุรกิจของบริษัทฯ สะท้อนยอดขายและกำไรช่วงเดือน เม.ย.-ธ.ค. ที่ 1.02–1.14 พันลบ. และ 139–156 ลบ. คิดเป็นการเติบโต 6–19% และ 8–21% YoY ตามลำดับ

มุมมองของเรา เราคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของ KISS ประการแรก เป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกันนับตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ที่บริษัทฯ สามารถรายงานการเติบโตของยอดขายและกำไร YoY ที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพภายใต้ซีอีโอคนใหม่ โดยเฉพาะยอดขายผลิตภัณฑ์สกินแคร์ไตรมาส 1/2569 ที่เติบโต 38% YoY สะท้อนถึงการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่องจากทั้งคู่แข่งในประเทศและต่างประเทศ ประการที่สอง เป้าธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ ยังคงสะท้อนการเติบโตของยอดขายและกำไร YoY ที่แข็งแกร่งในช่วงเวลาที่เหลือของปีตั้งแต่เดือน เม.ย.-ธ.ค. โดยกรอบบนของเป้ายอดขายและกำไรยังมี upside risk ต่อประมาณการปี 2569 ของเราที่ 10% และ 17% ตามลำดับ

มุมมอง KS

แนะนำ “ซื้อ” และ TP ที่ 3.53 บาท ในแง่ของการใช้กลยุทธ์ pair-trade กับ KAMART เราแนะนำให้นักลงทุนสลับการลงทุนจาก KAMART มายัง KISS จาก PER ปี 2569 ที่ถูกกว่า และอัตราตอบแทนเงินปันผลที่ดีกว่าที่ 7% เรามองว่าการประเมินมูลค่าหุ้นล่าสุดของ KISS ยังน่าสนใจ เนื่องจากหุ้นซื้อขายด้วย PER ปี 2569 ที่เพียง 11.2 เท่า เทียบกับประมาณการอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของ core EPS ในช่วง 3 ปีของเราที่ 12% และยังอาจมี upside risk เราคาดว่าเป้าการดำเนินงานที่สามารถบรรลุได้สูงของบริษัทฯ จะช่วยสร้าง sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นในระยะกลางถึงยาว

Downside risk ได้แก่

การควบคุมต้นทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพจากการพึ่งพาค่าใช้จ่าย SG&A มากขึ้นเพื่อผลักดันการเติบโตของยอดขาย 2) การแข่งขันที่รุนแรงทั้งในตลาดเครื่องสำอางในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และ 3) ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มการเติบโตของยอดขายอ่อนแอลง

- Advertisement -