บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Central Retail Corporation (CRC.BK/CRC TB)*
คาดว่าผลประกอบการจะถึงจุดต่ำสุดในไตรมาสที่สอง
Event
อัพเดตแนวโน้มบริษัท
Impact
คาดว่าผลประกอบการ 2Q69F จะน่าสนใจลดลง แต่น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว
เรายังคงมองว่าผลประกอบการของ CRC จะน่าสนใจลดลงในไตรมาสที่สอง เนื่องจาก i) เป็นช่วงที่ผลประกอบการมักจะอ่อนแอจากปัจจัยฤดูกาล โดยกำไรจะลดลงเมื่อเทียบกับใน 1Q และ 4Q (Figure 1-2) ii) ขาดกำไรจากอิตาลี (406 ล้านบาทใน 2Q68) iii) ภาวะของการจับจ่ายใช้สอยอ่อนแอ โดยดัชนีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในประเทศไทยอยู่ที่ 50.6 ในเดือนเมษายน 2569 (ต่ำที่สุดในรอบ 8 เดือน); Figure 3 และ iv) การจับจ่ายใช้สอยลดลงเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง (จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 24 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 13.43 ล้านคน (-2.8% YoY) และ คิดเป็น 43.2% ของสมมติฐานเต็มปีของ KGI) ทั้งนี้ จากการตรวจสอบล่าสุดกับทางบริษัท พบว่าโมเมนตัมของ SSSG ในเดือนพฤษภาคม (วันที่ 1-24) ดีขึ้นกว่าในเดือนเมษายน (เป็นบวกหลักเดียวต่ำ ๆ) โดยมีสัญญาณบวกในทุกกลุ่ม with (แฟชั่น, อาหาร และ Hardline) ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรปกติของ CRC ใน 2Q69F จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ
คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวในครึ่งหลังของปีนี้
ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (ด้าน logistic และ สาธารณูปโภค) และ การขาดกำไรจากอิตาลี (106 ล้านบาทใน 3Q68 และ 282 ล้านบาทใน 4Q68) จะฉุดผลประกอบการใน 2H69 แต่เรายังคงเห็นโมเมนตัมการฟื้นตัวใน 2H69 จาก i) อุปสงค์ที่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังจากที่นักวิเคราะห์กลุ่มโรงแรมของเราพลิกมามองบวกหลังยอดจองตั๋วเครื่องบินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6% ในเดือนมีนาคม และ เมษายน สำหรบการเดินาทงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน โดยการเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตสูงสุดถึง 32% YoY; Figure 8 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทวิเคราะห์กลุ่มโรงแรมฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ CRC มีรายได้จากกลุ่มแฟชั่น ~23% ของยอดขายรวมในปี 2568 โดย ~9% ของยอดขายรวมเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ii) ต้นทุนทางการเงินลดลงหลังจากที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (หนี้ที่คิดดอกเบี้ยอัตราลอยตัวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 72% ของยอดหนี้ทั้งหมด) โดยต้นทุนทางการเงินที่ลดลงทุก ๆ 25bps จะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ~100 ล้านบาท/ปี iii) ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากธุรกิจ hardline ในเวียดนามเต็มไตรมาส หลังจากที่ CRC ขายการลงทุนในบริษัทย่อยออกไปเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 (NKT ส่งผลขาดทุนมาที่ CRC ~250 ล้านบาทในปี 2568) และ iv) การบริหารจัดการภายใน ซึ่งได้แก่ การลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และ ลดขยะ, การใช้กลยุทธ์ house brand อย่างแข็งขัน (สัดส่วนสินค้า house brand ของกลุ่มแฟชั่น, อาหาร และ hardline คิดเป็น 3%, 12% และ 16% ตามลำดับ; Figure 10) ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรปกติของ CRC น่าจะถึงจุดต่ำสุดใน 2Q69 และ จะดีขึ้นใน 3Q-4Q69
Valuation & action
จากแนวโน้มที่ดีขึ้น เราจึง re-rate PER จากเดิมที่ใช้ PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 15.8x (กลุ่มแฟชั่นที่ 11.0x (-1.5 S.D), กลุ่มอาหารที่ 18.0x (-2.0 S.D) และ กลุ่ม hardline ที่ 16.0x (-0.5 S.D)) มาใช้ PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 17.7x (กลุ่มแฟชั่นที่ 15.0x (-0.5 S.D.), กลุ่มอาหารที่ 19.5x (-1.5 S.D.) และ กลุ่ม hardline ที่ 17.0x (เฉลี่ย)) เราขยับไปใช้ราคาเป้าหมาย 1H70 ที่ 23.80 บาท อิงจาก PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 17.7 จากเดิม 20.40 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากเรามงอว่าผลประกอบการน่าจะถึงจุดต่ำสุดใน 2Q69 ก่อนที่จะฟื้นตัวใน 2H69 และ ยังเหลือ upside อีก 13% เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำ CRC จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
Risks
การแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น, เศรษฐกิจชะลอตัวลง, ความนิยมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ของทางการ, ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย, ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน









