บล.เอเซีย พลัส:
EA Company Update
ปลดล็อควิกฤตสภาพคล่อง แต่ผลประกอบการยังต้องรอพิสูจน์
Event Snapshot
-
จากการประชุมกับผู้บริหาร EA บริษัทชี้แจงประเด็นหลักถึงความสามารถในการควบคุมความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้สำเร็จ หลังบรรลุข้อตกลงปรับหนี้ระยะสั้นเป็นเงินกู้ระยะยาว 3 ปี จำนวน 8 พันล้านบาท และได้รับมติอนุมัติจากผู้ถือหุ้นกู้ในการขยายระยะเวลาไถ่ถอนออกไปอีก 5 ปี ส่งผลให้มีภาระหนี้สินเฉลี่ยลดลงมาอยู่ราว 5.5 พันล้านบาท/ปี ซึ่งอยู่ในระดับที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (ราว 8 พันล้านบาท/ปี) รองรับได้เพียงพอ ทำให้ Tris Rating ปรับแนวโน้มแนวโน้มเป็น Stable Outlook จากเดิม Negative
-
ช่วงที่ผ่านมา EA รับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโรงงานแบตเตอรี่ไปเกือบทั้งหมดแล้ว โดยเหลือมูลค่าตามบัญชีราว 4 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะไม่มีการตั้งสำรองเพิ่มเติมอย่างมีนัยฯ ส่วนธุรกิจ EV ได้เข้าควบคุมการบริหารใน NEX เต็มรูปแบบผ่านการถือหุ้น 77% โดย 2H69 มีแผนเร่งระบายสินค้าคงคลังและเร่งรัดเก็บหนี้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ควบคู่กับหาพันธมิตรผู้ผลิต EV ของจีนเพื่อแสวงหาการเติบโตในธุรกิจรถ EV ในอนาคต
-
วางกลยุทธ์ New S-Curve ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก โดยเน้นธุรกิจใหม่มีสัดส่วน 50% ของรายได้รวม ได้แก่ 1) ธุรกิจรถ EV เชิงพาณิชย์ ในการผลิตและจำหน่ายรถ EV พร้อมแท่นชาร์จให้ผู้ประกอบการที่ใช้รถขนาดใหญ่เป็นหลัก 2) โครงการ Super Holding ใน สปป.ลาว โดย EA จะมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นร่วมทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนร่วมกับรัฐบาล สปป.ลาว แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดโครงการที่ชัดเจนในขณะนี้
Impact Insight
-
ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองระมัดระวังต่อ EA แม้ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจะเริ่มคลี่คลาย แต่ความสามารถในการสร้างกำไรยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามเนื่องจากธุรกิจโรงไฟฟ้ายังเป็นแหล่งกระแสเงินสดหลัก ซึ่งจะทยอยลดลงหลังจาก Adder หมดอายุครบทุกโครงการในปี 2572 ขณะที่ธุรกิจใหม่ยังไม่สามารถสร้างการเติบโตทดแทนได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ยังไม่เห็นปัจจัยสนับสนุนเพียงพอที่จะผลักดันฐานกำไรในอนาคตให้กลับมาอยู่ในระดับสูงเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา
Execution
-
ฝ่ายวิจัยยังไม่สามารถประเมินแนวโน้มกำไรของธุรกิจใหม่ของ EA ได้ในอนาคต เนื่องจากบริษัทยังไม่เปิดเผยตัวเลขใดๆ เพียงแต่นำเสนออัพเดตสถานการณ์ EA ที่มีความเสี่ยงลดลงหลังจากปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตามมองแนวโน้มกำไรอยู่ในช่วงขาลง ตามการทยอยสิ้นสุด Adder ขณะที่ธุรกิจใหม่ยังมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน และประเด็นการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ที่ยังไม่มีข้อยุติ อาจยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ได้








