หวังฟื้นตัว หลังจากวานนี้ปรับตัวลงแรง / 1,535–1,555

คาด SET Index ฟื้นตัว: แรงหนุนจากการเข้าเก็บหลังลงแรงวานนี้และความคลายกังวลตะวันออกกลางประกอบกับมีลุ้นแรงหนุนเพิ่มเติมจากกนง. โดยเฉพาะหากมีการปรับ GDP ไทยขึ้น หากแต่มองทางขึ้นจำกัดอยู่บ้าง โดยมองนักลงทุนบางส่วนยังมีแนวโน้ม Risk-off ต่อหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคฯ

กลยุทธ์การลงทุน

1) คาดกนง.คงดอกเบี้ย: BLA, KBANK, KTB, SCB, TLI

2) Anti-comm.+คลายกังวลตะวันออกกลาง: AAV, BA, BDMS, BGRIM, BH, CENTEL, CK, GPSC, MINT, SCGP, STECON, TOA

3) มาตรการอุดหนุนซื้อ EV: AH, BAY, KKP, MGC, TISCO, TTB, STANLY, SUSCO

4) Selective: AMATA, BEM, CPF, ITC, TU, WHA

5) เข้า SET50/100 รอบ 2H69: BCP₅₀, MRDIYT₅₀, TFG₅₀, THAI₅₀, THCOM₁₀₀ , WHAUP₁₀₀

  • หวังแรงเก็บหลังลงแรง+คลายกังวลตะวันออกกลาง: คาดแรงหนุนมาจากการเข้าเก็บสะสมหุ้น โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หลังวานนี้ SET Index ปรับตัวลง 33.23 จุด หรือ 2.1% ประกอบกับมี Sentiment เชิงบวกจากความคลายกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลัง 1) Kpler ระบุว่าเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้อย 36 ลำ ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน และ 2) ปธน.ทรัมป์ระบุว่าน้ำมัน 19 ล้านบาร์เรลได้ถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 22 มิ.ย.69 ภาพข้างต้นยังสอดรับกับราคาน้ำมันดิบ WTI (Spot) เช้านี้ที่เปิดบริเวณ $72.77 ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง
  • คาด กนง.คงดอกเบี้ย แต่มีลุ้นปรับ GDP ขึ้น: ติดตามการประชุม กนง. ในวันนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ดังนั้น จากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสิ้นสุดทางลงแล้ว ส่งผลให้เรามองเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มธนาคาร เนื่องจากจะส่งผลให้ผลตอบแทนสินเชื่อทรงตัว ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจะปรับลดลงได้อีกตามเงินฝากประจำที่จะทยอยปรับลดต้นทุนลง ขณะที่สำหรับกลุ่มการบริโภคและการลงทุนเรามองเป็นกลางเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันนับว่าต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า นอกจากนี้ เรามองว่า SET Index ยังมีโอกาสได้แรงหนุนเพิ่มเติม หาก กนง. มีการปรับ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นจากเดิมที่ 1.5% ตามมาตรการภาครัฐที่มีความชัดเจนขึ้น

  • กังวลเทคฯและดอกเบี้ยเฟด: แรงกดดันคาดมาจากการ Risk-off ของนักลงทุนบางส่วน โดยเฉพาะต่อหุ้นในกลุ่มเทคฯ สะท้อนจาก PHLX Semiconductor Index ที่ปรับตัวลง 7.9% เมื่อคืนที่ผ่านมา สวนทางกับ VIX Index ที่ปรับขึ้น 12.7% โดยเรามองเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะในบริบทที่หุ้นในกลุ่มเทคฯ มีความเปราะบางจาก Valuation ที่ค่อนข้างตึงตัว สะท้อนจาก PHLX Semiconductor Index ที่แม้ปรับตัวลงแรงเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ Upside ในปัจจุบันเหลือเพียง 6.8% เมื่อเทียบกับเป้าหมาย 12 เดือนข้างหน้าของดัชนีจาก Bloomberg ประกอบกับมีแรงกดดันจากความกังวลทิศทางนโยบายการเงินของเฟด สอดรับกับการที่ Bloomberg คาดว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี

+ ปัจจัยเพิ่มเติม –

(+) ครม.เห็นชอบ 1) ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายจำนวน 10,328 ล้านบาท และ 2) ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวนไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท พร้อมเอกสารและให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

(+) ครม.เห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสีและสาย โดยวิธีการในลักษณะของตั๋วร่วมในราคา 17-45 บาท ซึ่งเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว

(+) SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% จากเดิม 1.7% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตฯยังขยายตัวได้ดี

(-) จีนเผยยอดขายในเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ 618 เติบโต 4% จากปีก่อน ลดลงอย่างมากจากอัตราการเติบโต 15.2% ที่ทำได้ในเทศกาลเดียวกันของปีที่แล้ว สะท้อนว่าการบริโภคภายในประเทศยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน

Picks of the day

KBANK (BUY)

  • เป้าหมาย: 210 / 212 แนวรับ: 202 / 205

  • เจ้าตลาดสินเชื่อ SME: KBANK เป็นเจ้าตลาดสินเชื่อ SME โดยมีสัดส่วน 29% ของสินเชื่อ SME ในธนาคารทั้งหมดที่เราศึกษา สินเชื่อ SME เป็นสินเชื่อที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐ ซึ่งจะทำให้ความต้องการสินเชื่อ รวมไปถึงคุณภาพสินทรัพย์ของ KBANK จะดีขึ้น
  • คาดปันผลสูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร และยังอาจจะมีปันผลพิเศษเพิ่ม: เราคาดว่า KBANK จะมีการจ่ายปันผล 15 บาท/หุ้น เป็นระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร และจากนโยบายเพิ่มระดับ ROE เป็น 2 หลัก ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ KBANK จะมีการจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มเติมได้อีกในปีนี้

TFG (BUY)

  • เป้าหมาย: 9.70 / 9.80 แนวรับ: 9.30 / 9.40

  • ราคาหมูปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง : ราคาขายเนื้อหมูปรับตัวขึ้น 4 สัปดาห์ติดต่อกันจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นผ่านนโยบายภาครัฐ อีกทั้งคาดฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 2H69 ตามอุปทานที่ลดลงจากการที่เกษตรกรรายย่อยลดปริมาณแม่พันธุ์ และสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้สุกรเติบโตช้า

  • คาดรายได้ปี 69 เติบโตจากกลยุทธ์ขยายร้านค้าปลีก: โดยบริษัทตั้งเป้าเปิดเพิ่ม 235 สาขา รวมทั้งปีเป็น 850 สาขาภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากช่องทางค้าปลีก และลดความเสี่ยงความผันผวนของราคาขายเนื้อสัตว์ได้ บริษัทตั้งเป้าขยายสัดส่วนรายได้ธุรกิจค้าปลีกให้มากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมดในปีนี้

- Advertisement -