KS Daily View 24.06.2026 >>> แรงขายกลุ่มเทคฯทั่วโลก กดดันตลาดระยะสั้น แนะรอตั้งรับ เน้นหุ้นอิงการเติบโตเศรษฐกิจไทย กรอบ SET วันนี้ 1,530-1,550 จุด วันนี้แนะนำ WHAUP, CPN

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,540.90 ลดลง 33.23 จุด (-2.11%) แรงขายมากในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 14,809 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index แกว่งในกรอบ 1,530-1,550 จุด แรงกดดันต่อการย่อตัวของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก หลังจากปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลาง Valuation ที่สูง โดยตลาดยังมีความไม่แน่ใจต่อความคุ้มค่าของการลงทุนที่สูงมาก จึงมีการขายทำกำไรในระยะสั้น เพิ่มความเสี่ยงให้ตลาดยังอยู่ในช่วงการปรับฐาน โดยประเมินแนวรับรอบนี้ของ SET บริเวณ 1500-1520 จุด อย่างไรก็ดีด้านปัจจัยในประเทศ ยังมีแรงหนุนจากภาครัฐฯ ในด้านการบริโภคและการลงทุน ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเปิดตัว Thailand FastPass เพื่อลดระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาตโครงการลงทุนลง 20-50% คาดจะดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้าลงทุนในไทยมากขึ้น ส่วนประเด็นที่น่าติดตามวันนี้ จับตาประชุม กนง. คาดคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.0% ส่วนความคืบหน้าการพิจารณา MSCI อินโดนีเซีย พบว่าล่าสุดยังเลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นช่วงเดือน พ.ย. ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นเน้นรอจังหวะย่อเป็นโอกาสสะสม โดยเน้นหุ้นที่คาดเติบโตดี อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยสำหรับวันนี้แนะนำ WHAUP, CPN

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  1. รัฐบาลเปิดตัวโครงการ Thailand FastPass ผนึกความร่วมมือ 8 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาตโครงการลงทุนลง 20-50% พร้อมผลักดันเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 7 แสนล้านบาท โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น Data Center, AI Infrastructure, Semiconductor, EV และพลังงานสะอาด หวังเพิ่มความสามารถแข่งขันและสร้างงานคุณภาพในระยะยาว เป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น AMATA, WHA รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและสาธารณูปโภคอย่าง CK, STECON, GULF, WHAUP, GUNKUL ที่มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการเร่งลงทุนของภาคเอกชนและ FDI ที่สูงขึ้น
  2. MSCI เลื่อนการทบทวนสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกไปอีกครั้ง เพื่อรอประเมินผลมาตรการปฏิรูปด้านความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการเพิ่มสัดส่วน Free Float ขั้นต่ำเป็น 15% โดยหากความคืบหน้ายังไม่ชัดเจนภายในเดือน พ.ย. 2569 MSCI อาจพิจารณาปรับลดสถานะอินโดนีเซียจาก Emerging Market สู่ Frontier Market ขณะที่ความไม่แน่นอนดังกล่าวกดดันตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ค่าเงินรูเปียห์ และกระแสเงินทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา สำหรับตลาดหุ้นไทยมีมุมมองเป็นกลาง เนื่องจากยังคงต้องรอความชัดเจนของการตัดสินใจของ MSCI ในรอบถัดไป ดังนั้นคาดเม็ดเงินยังไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายจากอินโดนีเซียไปยังประเทศอื่น
  3. กระทรวงเกษตรฯ สั่งกรมชลประทานยกระดับแผนบริหารจัดการน้ำ หลังไทยเข้าสู่ภาวะเอลนีโญและมีความเสี่ยงฝนทิ้งช่วง โดยปรับเกณฑ์บริหารน้ำ (Rule Curve) ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เร่งกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนเพื่อสำรองใช้ยาวถึงปี 2570 ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีน้ำอยู่ 56% ของความจุ ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีน้ำอยู่ 52% และยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เป็นบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมใน EEC จากความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในระยะยาว.
  4. ครม. เห็นชอบมาตรการลดค่าครองชีพผ่านโครงการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว เริ่ม 1 ม.ค. 2570 โดยยกเลิกการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนระหว่างเปลี่ยนสาย และใช้งบชดเชยส่วนต่างราว 4,698 ล้านบาทต่อปี คาดช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารจาก 1.41 ล้านเที่ยวคน/วัน เป็น 1.56 ล้านเที่ยวคน/วัน พร้อมปูทางสู่ระบบตั๋วร่วมและการรวมการบริหารโครงข่ายรถไฟฟ้าภายใต้ รฟม. ในอนาคตเป็นบวกต่อกลุ่มขนส่งมวลชน (BTS, BEM) จากโอกาสที่จำนวนผู้โดยสารตามแนวรถไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว
  5. กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอแพ็กเกจส่งเสริม EV รูปแบบใหม่ โดยเน้นอุดหนุนผ่านสถาบันการเงิน เช่น การลดวงเงินกู้หรือช่วยชดเชยดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแทนแนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่เดิม ขณะที่กระทรวงการคลังเร่งให้สรุปรายละเอียดโครงการโดยเร็ว เพื่อให้ทันกรอบการใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. วงเงิน 4 แสนล้านบาทภายในปี 2570 เป็นบวกต่อกลุ่ม EV และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์จีนในไทย โดยหากมาตรการมีความชัดเจนมากขึ้น อาจช่วยกระตุ้นยอดขายรถ EV ในประเทศและหนุน Sentiment ต่อกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และกลุ่มผู้ขายรถ EV

Daily picks

WHAUP: ราคาพื้นฐาน 7.55 บาท

  • กำลังรองรับ Data Center ไทยมีโอกาสเพิ่มจาก 600MW ในปี 2568 สู่ 5GW ภายในปี 2573 จากการลงทุนของผู้เล่น Hyperscale และโครงการที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI
  • คาดนิคม WHA รองรับ Data Center ราว 38% ของประเทศ ช่วยหนุนยอดขายน้ำอุตสาหกรรมและสร้าง Upside เพิ่มเติมจากโครงการ Direct PPA ในอนาคต
  • ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 7.55 บาท : ปรับเพิ่มประมาณการกำไรระยะยาวจากความต้องการใช้น้ำที่แข็งแกร่ง พร้อมคาดกำไรเติบโตเฉลี่ย 15% ในช่วงปี 2569-74 และยังมีศักยภาพรองรับการเติบโตได้อีกมากโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มสูงมากนัก

CPN: ราคาพื้นฐาน 65.00 บาท

  • เดินหน้าขยาย Mega Bangna มูลค่า 6 พันลบ. เพิ่มพื้นที่ GLA อีก 170,000 ตร.ม. สู่ศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในไทย คาดเปิดให้บริการ 3Q71 และต่อยอดสู่โครงการมิกซ์ยูสมูลค่า 7 หมื่นลบ. ในระยะยาว
  • ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งรองรับการเติบโต ด้วยอัตราเช่าพื้นที่ 99-100% ต่อเนื่องกว่า 5 ปี ผู้ใช้บริการเฉลี่ย 165,000 คน/วัน และทำเลบางนาที่เติบโตสูง ทำให้เป็นจังหวะเหมาะสมสำหรับการขยายโครงการ
  • ผลบวกต่อมูลค่าหุ้นมีจำกัดแต่ยังหนุนระยะยาว เนื่องจาก CPN รับภาระลงทุนเพียงราว 3 พันลบ. และพื้นที่เช่าเพิ่มคิดเป็นสัดส่วนไม่มาก ขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 75 บาท จากแผนเติบโตชัดเจนและฐานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อม Catalyst จากโครงการใหม่ในปี 2569-2570

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

  • วันพุธ ติดตามการประชุม กนง. คาดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.0% ส่วนทางฝั่งสหรัฐฯ แนะเกาะติด ยอดขายบ้านใหม่ US เดือน พ.ค. คาด +3.2%MoM ผสานการรายงานสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ US
  • วันพฤหัส ติดตามยอดส่งออกไทย เดือน พ.ค. โดยตลาดคาดจะขยายตัว +11.6%YoY ส่วนทาง US เกาะติด เงินเฟ้อ US Core PCE พ.ค. คาดที่ +3.4%YoY ขยับขึ้นจาก เดือน เม.ย. ที่ +3.3%YoY และยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ US, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน US พ.ค.
  • วันศุกร์ ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นสหรัฐฯ จาก ม.มิชิแกน
- Advertisement -