บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

IT devices ข่าวลือเกี่ยวกับ iPhone 18 series

Event 

อัพเดตแนวโน้มอุตสาหกรรม 

Impact 

กระแสข่าวลือเกี่ยวกับ iPhone 18 series 

มีข่าวลือเกี่ยวกับ iPhone 18 ซึ่งรวมถึงช่วงเวลาในการเปิดตัว และ spec ของการ upgrade ในรุ่น 18 series โดยในแง่ของช่วงเวลาในการเปิดตัว มีข่าวลือว่า iPhone 18 series จะแบ่งช่วงการเปิดตัวออกเป็นสองช่วงดังนี้ i) ในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นรุ่น iPhone 18 pro, iPhone 18 pro max และ iPhone แบบพับได้ (foldable iPhone) รุ่นแรกของ Apple ซึ่งลือว่าจะเป็น “iPhone Ultra” และ ii) ในช่วงต้นปี 2570 จะเปิดตัว iPhone 18, iPhone 18e และ iPhone Air2 ส่วนในแง่ของ spec ตลาดคาดว่า iPhone 18 ทุกรุ่นจะใช้ RAM 12GB เพื่ออัพเกรด Apple intelligence features โดยรุ่น Pro จะมาพร้อม Dynamic Island ที่เล็กลง, มีการอัพเกรดกล้อง มาพร้อมฟีเจอร์รูรับแสงได้ (variable aperture) กับรุ่น iPhone 18 pro ซึ่งจะทำให้ฐานกล้องหนาขึ้น 2 มม. ในขณะเดียวกัน ตลาดยังคุยกันถึงสีของ iPhone 18 Pro ด้วยว่าจะมีทั้งสีเชอรี่เข้ม, ฟ้าอ่อน, เทาเข้ม และ สีเงิน ส่วนทางด้านของราคา ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกคาดว่าราคา iPhone 18 อาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง US$1,299-US$1,399 จากราคา iPhone 17 pro ที่ US$1,099 

ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นจะผลักดันกำไร 

ราคาขายที่คาดว่าจะแพงขึ้น ~20-30% (จาก US$1,099 เป็น US$1,299-US$1,399) ค่อนข้างเป็นไปตามที่ผู้เชี่ยวชาญในตลาดโลกคาดเอาไว้แล้ว ว่าราคาขายเฉลี่ยของ smartphone จะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุน memory ที่แพงขึ้น สอดคล้องกับมุมมองของทีมวิจัย KGI Taiwan ที่คาดว่าผู้ผลิต smartphone จะส่งผ่านต้นทุนที่แพงขึ้นไปให้ผู้บริโภค เพราะต้นทุน memory คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15% ของต้นทุนวัตถุดิบ (bill of materials หรือ BOM) ของ smartphone ทั้งนี้ ทีมวิจัย KGI Taiwan คาดว่าการส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะทำให้อุปสงค์ smartphone ลดลง โดยเฉพาะแบรนด์จีน ซึ่งคาดว่าจะยอดจัดส่วนจะลดลงถึงสองหลักในปี 2569 ในขณะเดียวกัน ทีมวิจัย KGI Taiwan คาดว่ายอดจัดส่ง iPhone น่าจะยังประคองตัวได้ดี และ จะยังโตได้ 3% ในปี 2569 

เราเชื่อว่าราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นของ iPhone น่าจะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดเอาไว้ และ เป็นไปตามมุมมองของลูกค้า โดยการอัพเกรด feature และ การออกเครื่องสีใหม่ ๆ น่าจะช่วยบรรเทาภาวะเชิงลบของลูกค้าจากราคาที่สูงขึ้นได้บ้าง ทั้งนี้ ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นจะทำให้ยอดขาย และ margin สูงขึ้นในแง่เม็ดเงินสำหรับทั้งร้านค้าปลีก และ ผู้จัดจำหน่าย (อิงจากสมมติฐานว่าปริมาณอุปสงค์ไม่เปลี่ยนแปลง) อย่างไรก็ตาม การแบ่งช่วงการเปิดตัวออกเป็นสองช่วงอาจจะทำให้มีลูกค้าเลื่อนการซื้อ และ รอดู spec และ ราคาของ iPhone 18 ในช่วงต้นปีก่อน หรือ ลูกค้าอาจจะไม่รอการเปิดตัวของ iPhone 18 ก็ได้ และทำให้อุปสงค์ของ Pro series มีมากขึ้น ในทางกลับกัน การแยกเปิดตัวสองช่วงน่าจะช่วย Apple ในการบริหารจัดการวัตถุดิบจากการตรวจสอบผลตอบรับของลูกค้าหลังเปิดตัวรุ่น Pro series และ เปิดช่องในการกำหนดราคาขาย 

ความอ่อนไหวต่อรายได้ (Earnings sensitivity) 

จากการคำนวณของเรา คาดว่าราคาขายที่สูงขึ้นของ Apple น่าจะทำให้กำไรของ Advice IT Infinite (ADVICE.BK/ADVICE TB) เพิ่มขึ้น 1%, ของ Synex (Thailand) (SYNEX.BK/SYNEX TB) เพิ่มขึ้น 2% และ ของ (COM7.BK/COM7 TB)* เพิ่มขึ้น 3% โดยอิงจากสมมติฐานดังนี้ i) ปริมาณยอดขายยังคงเท่าเดิม โดยไม่มีการเลื่อนการซื้อ ii) มีการขึ้นราคาขาย iPhone 18 series อีก 25% iii) ยอดขาย iPhone คิดเป็นสัดส่วน 30% ของรายได้ร้าน standalone ของ COM7, 20% ของยอดขาย SYNEX และ 10% ของยอดขาย ADVICE และ iv) การขึ้นราคาส่งผลกระทบกับยอดขายประมาณสี่เดือนในปีนี้ (กันยายน-ธันวาคม) 

Valuation & action 

เราคาดว่า COM7* จะได้อานิสงส์จากการที่ iPhone กำลังจะออกรุ่นใหม่ เพราะมีสัดส่วนยอดขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Apple สูงที่สุด นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้าปลีกสินค้า IT อีก อย่างเช่น U-Fund, iCare และ ยอดขาย EV เราคิดว่าราคาหุ้น COM7 น่าจะสะท้อนแนวโน้มบวกไปแล้ว เพราะแม้เราจะนำแนวโน้มบวกเข้ามาใส่ในประมาณการกำไรแล้ว แต่ราคาหุ้นไม่เหลือ upside เราแนะนำ “ถือ” COM7 โดยประเมินราคาเป้าหมาย 1H70F ที่ 28.00 บาท อิงจาก PE เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 14.0x และ เราแนะนำ “ซื้อ” SYNEX โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ที่ 11.00 บาท (PER ที่ 13.0x อิงจากค่าเฉลี่ยในอดีต -1.0 S.D.) โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 6% เป็นตัวค้ำ 

Risks 

อุปสงค์ smartphones อ่อนแอกว่าที่คาดไว้, รายได้จากอุปกรณ์เสริมต่ำกว่าที่คาด, มีการจัดรายการลดราคามากกว่าที่คาดไว้, การแข่งขันที่เข้มข้น และ อัตรากำไรลดลง, ความเสี่ยงจากการที่ผู้ค้าเปลี่ยนแบบจำลองธุรกิจ, ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี, อัตราแลกเปลี่ยน, ความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

- Advertisement -