บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Energy Sector: กรอบสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Neutral‧Maintained)

Event 

อัพเดตแนวโน้มกลุ่มพลังงาน 

Impact 

ตลาดน้ำมันดิบ: ข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นของสหรัฐ-อิหร่านทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลง 

ราคาน้ำมันดิบร่วงแรงหลังจากที่สหรัฐและอิหร่านลงนามในข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น เพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งมีการลงนามทางดิจิทัลเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน หลังจากนั้นสหรัฐได้เปิดเผย MOU 14 ประเด็น โดยมีการให้แนวทางของกรอบการยุติสงครามสหรัฐ-อิหร่านได้แก่ การหยุดยิงทันทีในทุกแนวรบ (รวมถึงเลบานอน), การเคารพในเอกราชของทั้งสองประเทศ, การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร, การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ, การฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และการเปิดให้เข้าถึงสินทรัพย์ที่ถูกอายัด ในขณะที่อิหร่านให้คำมั่นว่าจะไม่เพิ่มอาวุธนิวเคลียร์ และนำโครงการนิวเคลียร์ของประเทศไปอยู่ภายใต้การดูแลของ IAEA ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงการให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจมูลค่าอย่างน้อย 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ แก่อิหร่าน และการจัดทำ roadmap เพื่อนำไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย ซึ่งจะต้องนำไปผ่านการเห็นชอบของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (UN Security Council) ด้วย  

ตามรายงานข่าวของ Bloomberg จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้นเป็น 22 ลำเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จากเฉลี่ยวันละไม่ถึงห้าลำระหว่างเดือนมีนาคม – กลางเดือนมิถุนายน แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบกลับลงไปต่ำกว่าวันละ 10 ลำในสัปดาห์นี้ หลังจากที่สหรัฐและอิหร่านมีการโจมตีกันไปมาบริเวณรอบๆ ช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวันที่ 25 – 28 มิถุนายน  

ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงมากกว่าที่เราคาดเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่เรายังคงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบของเราไว้ที่ US$85/bbl ในปี 2569F และ US$75/bbl ในปี 2570F เพราะราคาน้ำมันดิบดูไบ YTD ยังคงสูงอยู่ที่ประมาณ US$91/bbl นอกจากนี้ เรามองว่ายังคงมีความไม่แน่นอนว่าสหรัฐและอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพเต็มรูปแบบได้ภายในกรอบเวลา 60 วันหลังจากที่ลงนามใน MOU ได้หรือไม่  

ตลาดโรงกลั่น: spread ของการกลั่นมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติ หลังจากที่กลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ 

เราคาดว่าค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้น QoQ ใน 2Q69F เนื่องจาก spread ของน้ำมันเบนซิน, น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซลสูงขึ้น เพราะมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซระว่างเดือนมีนาคม – กลางเดือนมิถุนายน โดยตลาดประเมินว่าการหยุดชะงักดังกล่าวอาจส่งผลให้กำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกหายไปราว 5.9 MBD หรือคิดเป็นประมาณ 5.5% ของกำลังการกลั่นทั่วโลก ดังแสดงในรูปที่ 4 ทั้งนี้ใน 2Q69 spread ของน้ำมันเบนซินฟื้นตัวขึ้นถึง 199% QoQ เป็น US$28.9/bbl, spread ของน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 74% QoQ เป็น US$63.0/bbl และ spread ของน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 79% QoQ เป็น US$63.4/bbl ดังแสดงใน Figure 5-7 แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากำไรของบริษัทโรงกลั่นใน 2Q69F จะลดลง QoQ เพราะถูกกดดันจากผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงจาก US$128/bbl ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ US$80/bbl ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมันก้อนใหญ่ใน 1Q69  

เรายังคงมองว่า spread ของน้ำมันเบนซิน, น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซลจะเดินหน้าลดลงกลับสู่ระดับปกติ หลังจากที่มีการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้ว่าจะยังมีแนวโน้มอยู่สูงกว่าระดับปกติในอดีตที่ US$12-16/bbl ปัจจัยเสี่ยงด้านบวกที่สำคัญคือ รัสเซียอาจจะใช้มาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลเพื่อจัดการปัญหาเชื้อเพลิงขาดแคลนในบางภูมิภาคของประเทศ หลังจากที่โรงกลั่นในประเทศหลายแห่งถูกโดรนของยูเครนโจมตี โดยตามรายงานข่าวของ Reuters การส่งออกน้ำมันดีเซลทางทะเลของรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 0.8 MBD ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งหากมีการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจริงอาจจะทำให้อุปทานน้ำมันดีเซลในตลาดโลกตึงตัวขึ้น และเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุน spread ของน้ำมันดีเซลในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าปัจจัยหนุนดังกล่าวจะมีน้ำหนักน้อยกว่าการฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันดีเซลโลก จากการที่ผลผลิตของโรงกลั่นซึ่งมีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 5.9 MBD ที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กำลังทยอยกลับเข้ามาในตลาด 

ตลาดปิโตรเคมี: การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ spread ค่อยๆ กลับสู่ระดับปกติ

ใน 2Q69 spread ของ HDPE และ PP พุ่งสูงขึ้น 63% QoQ เป็น US$527/ton และ 53% QoQ เป็น US$504/ton ตามลำดับ เนื่องจากอุปทาน polyolefin ตึงตัวขึ้นตามการผลิตที่ลดลงของ olefins จากวัตถุดิบ naphtha ท่ามกลางสถานการณ์ naphtha ขาดแคลน และมีปริมาณน้ำมันดิบจำกัดที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงแครกเกอร์ ในขณะเดียวกัน spread ของ PET ในเอเชียพุ่งสูงขึ้น 65% QoQ เป็น US$210/ton เนื่องจาก i) ขาดแคลน naphtha feedstock เพราะอุปทานสะดุดที่ช่องแคบฮอร์มุซ และ ii) อุปสงค์ PET สูงตามฤดูกาลในช่วงหน้าร้อน

เราคาดว่า spread ของ HDPE, PP และ PET จะลดลงทยอยกลับสู่ระดับปกติ หลังจากที่กลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า spread จะกลับสู่ระดับปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะอาจจะต้องใช้เวลาถึงหกเดือนกว่าที่การผลิต polyolefin และ polyester จะฟื้นตัวเต็มที่ โดยเป็นผลจากระยะเวลาที่จำเป็นต่อการฟื้นตัวของอุปทานและการส่งออกแนฟทา รวมถึงการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานปิโตรเคมี ดังนั้นเราจึงคาดว่า spread ของ polyolefin และ polyester จะยังอยู่สูงกว่าระดับก่อนสงคราม แม้ว่าปัญหาอุปทานสะดุดที่ช่องแคบฮอร์มุซจะคลี่คลายลงแล้วก็ตาม  

Valuation and action

PTT และ BBGI ยังคงเป็นหุ้นเด่นของเราในกลุ่มพลังงาน

เราชอบ PTT Pcl. (PTT.BK/PTT TB)* จากโครงสร้างกำไรที่แข็งแกร่งและกระจายตัวในหลายธุรกิจ โดยคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานใน 2Q69F จะเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก PTT Exploration and Production (PTTEP.BK/PTTEP TB)*, PTT Global Chemical (PTTGC.BK/PTTGC TB)* และธุรกิจก๊าซ ในขณะเดียวกันเราเชื่อว่ามีความเสี่ยงลดลงที่ PTT จะถูกร้องขอให้ช่วยเหลือทางการเงิน เนื่องจากกระทรวงพลังงานได้ระดมเงินจากโรงกลั่นในประเทศไปแล้วประมาณ 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ เรายังมองว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ PTT อยู่ในเกณฑ์น่าสนใจที่ 6.5% โดยอิงจากราคาหุ้นในปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน BBGI Pcl. (BBGI.BK/BBGI TB) อยู่ในสถานะที่ดีที่จะได้อานิสงส์จากการขยายการบังคับใช้สัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล B7 ในช่วงวันที่ 14 มิถุนายน – 13 กันยายน ซึ่งน่าจะช่วยหนุนอุปสงค์และปริมาณยอดขายไบโอดีเซล นอกจากนี้ การเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ SAF จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวของบริษัท ดังนั้นเราจึงคาดว่ากำไรสุทธิของ BBGI ใน 2Q69F จะเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากปริมาณยอดขายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นและราคาอ้างอิงของ CPO ที่สูงขึ้น

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เราปรับลดคำแนะนำ PTTEP และ PTTGC จากซื้อเป็นถือ หลังจากที่มีการทำข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวช่วยคลายความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และลดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันดิบโลกที่สะดุดไป ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับแนวโน้มกำไรของ PTTEP ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบและก๊าซ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอาจจำกัด upside ของกำไร PTTGC เพราะจะไปกดดันราคา polyethylene (PE) และอัตรากำไรของธุรกิจ olefins ที่ส่วนใหญ่ใช้ก๊าซในการผลิต  

สำหรับกลุ่มโรงกลั่น เราคาดว่ากำไรของบริษัทในกลุ่มโรงกลั่นใน 2Q69F จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ QoQ เนื่องจากคาดว่าจะมีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงจาก US$128/bbl ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ US$80/bbl ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมันก้อนใหญ่ใน 1Q69 ดังนั้นเราจึงยังคงคำแนะนำถือ Star Petroleum Refining (SPRC.BK/SPRC TB)*, Thai Oil (TOP.BK/TOP TB)* และ IRPC Pcl. (IRPC.BK/IRPC TB)*  

ส่วนกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน เราคาดว่าค่าการตลาดน้ำมัน (ไม่รวมกำไร/ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน) ของผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมันจะฟื้นตัวขึ้น QoQ ใน 2Q69F เพราะได้แรงหนุนจาก i) ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่ผันผวนน้อยลง และ ii) การผ่อนคลายมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดต่อค่าการตลาดน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าปริมาณยอดขายน้ำมันของผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมันจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ QoQ ใน 2Q69F เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศลดลงในเดือนเมษายน เพราะ i) ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศสูงขึ้น และ ii) ผู้บริโภคทยอยใช้น้ำมันดีเซลที่ในสต็อกที่ตุนไว้ในเดือนมีนาคมก่อนที่จะมีการขึ้นราคาน้ำมัน ดังนั้นเราจึงยังคงคำแนะนำถือ PTT Oil and Retail Business (OR.BK/OR TB)* และ PTG Energy (PTG.BK/PTG TB)*

 

 

 

 

- Advertisement -