บล.พาย:

BANKING: NIM อ่อนตัวกดดันกำไรใน 2Q26 (NEUTRAL)

TOP PICK BBL KBANK

คาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารใน 2Q26 ที่ 59.1 พันล้านบาท (-0.3% YoY, +2.2% QoQ) ขณะที่ NPL ratio ทรงตัวที่ราว 3.7% เรามีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจที่ขยายตัวแข็งแกร่งกว่า ทำให้ปรับการขยายตัวของสินเชื่อเพิ่มขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมปรับขึ้นจากบรรยากาศการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น โดยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิในปี 2026-27 อย่างไรก็ดี คาดว่ากำไรสุทธิจะปรับลดลงราว 1% YoY ในปี 2026 กดดันจาก NIM ที่อ่อนตัวต่อเนื่อง และกำไรสุทธิจาก FVTPL ลดลง อย่างไรก็ดี คาดกำไรจะกลับมาขยายตัวราว 4% YoY ในปี 2027 และส่งผลให้ ROE มีเสถียรภาพดีขึ้น ด้านการลงทุน คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” แม้กลุ่มธนาคารมีพื้นฐานแข็งแกร่ง และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง แต่ Valuation ของกลุ่มฯ สูงขึ้นที่ 0.95 P/BV’26E (+0.5SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 0.85 เท่า) ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนจำกัดลง และกำไรในปี 2026 ที่ยังชะลอตัว เลือก BBL และ KBANK เป็นหุ้นเด่นจาก Valuation ที่ยังไม่แพง และแนวโน้มกำไรที่จะกลับมาเติบโตในปี 2027

คาดกำไรสุทธิรวมใน 2Q26 ทรงตัว YoY และลดลง 2% QoQ
  • ใน 2Q26 คาดธนาคาร 9 แห่งจะรายงานกำไรสุทธิรวมที่ 59.1 พันล้านบาท (-0.3% YoY, -2.2% QoQ) ปัจจัยกดดันกำไรปรับลดลงจาก 1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง และ 2) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ลดลง ขณะที่ปัจจัยบวกในไตรมาสนี้ คือ รายได้ค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากรายได้เกี่ยวกับธุรกิจตลาดทุนที่ได้อานิสงส์จากบรรยากาศการลงทุนที่แข็งแกร่ง และสำรองฯ ลดลงจากคุณภาพสินเชื่อที่ทรงตัว
  • การประมาณการของเรา (1) TCAP TISCO TTB กำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ (2) CREDIT KBANK KKP KTB กำไรสุทธิเติบโต YoY แต่ลดลง QoQ โดยคาดว่า KKP จะรายงานกำไรโดดเด่น +26% และ (3) BBL SCB กำไรปรับเพิ่มขึ้น QoQ แต่ลดลง YoY
สินเชื่อชะลอตัว คุณภาพสินเชื่ออยู่ในระดับจัดการได้
  • คาดสินเชื่อรวมเติบโต 0.6% QoQ ที่ 12.4 ล้านล้านบาท (+1.2% YoY) ชะลอตัวจาก +1.2% QoQ ใน 1Q โดยคาด BBL CREDIT KKP KBANK TISCO TTB สินเชื่อขยายตัว QoQ แต่ KTB SCB TCAP สินเชื่อปรับลดลง QoQ จากการชำระคืนหนี้ ทั้งนี้ คาดสินเชื่อใน 1H26 จะปรับเพิ่มขึ้น 1.9% YTD โดยคาดว่าธนาคารส่วนใหญ่จะรายงานสินเชื่อขยายตัว ยกเว้น TCAP และ TTB
  • กลุ่มลูกหนี้ SME และลูกค้าบุคคลมีความอ่อนไหว และอาจได้รับผลกระทบสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เพราะสงครามเพิ่งเกิดขึ้นใน 1 เดือน ดังนั้น ธนาคารยังสามารถควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้ โดยคาด NPL ratio เฉลี่ยของกลุ่มธนาคารทรงตัวที่ 3.7% ใกล้เคียงกับ ใน 4Q25 ขณะที่ Coverage ratio เฉลี่ยของกลุ่มธนาคารทรงตัวระดับสูงเฉลี่ยที่ 191%
คาดกำไรรวมยังชะลอตัวในปี 2026 แม้เศรษฐกิจไทยเติบโตแข็งแกร่งกว่าคาด
  • ปรับประมาณการกำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 1%/2% ในปี 2026-27 จาก 1) ปรับการเติบโตสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 2.6%/2.2% จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าคาด และ 2) ปรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากมุมมองบวกต่อบรรยากาศการลงทุนที่แข็งแกร่งทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับธุรกิจตลาดทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังคาดกำไรสุทธิรวมในปี 2026 ลดลงราว 1% YoY กดดันจาก NIM ที่ลดลง และกำไรจากพอร์ตลงทุนลดลง ขณะที่คาดกำไรสุทธิรวมในปี 2027 จะปรับเพิ่มขึ้นราว 4%
  • ฐานเงินกองทุนแข็งแกร่ง ธนาคารสามารถรักษาการจ่ายเงินปันผลสูง แม้อัตราผลตอบแทนจะลดลงเพราะราคาหุ้นธนาคารที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารยังน่าดึงดูดที่ราว 5.6%/5.7% ในปี 2026-27

คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” อัตราผลตอบแทนลงทุนจำกัด เลือก BBL KBANK เป็นหุ้นเด่น

คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เพราะแม้คาดอัตราการเติบโตกำไร กดดันให้ ROE ปรับลดลงในปี 2026 และ Valuation ที่สูงขึ้น 0.95 P/BV’26E (+0.5SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 0.85 เท่า) ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนจำกัดลง แต่ด้วย 1) พื้นฐานของกลุ่มธนาคารแข็งแกร่งรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ 2) อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยสูงที่ 5.6%/5.7% ในปี 2026-27 และ 3) คาดกำไรจะกลับมาเติบโต และ ROE ที่มีเสถียรภาพดีขึ้นในปี 2027 เป็นปัจจัยหนุนการลงทุนในระยะกลาง เลือก BBL และ KBANK เป็นหุ้นเด่น จาก Valuation ที่ยังไม่แพง และแนวโน้มกำไรที่จะกลับมาเติบโตในปี 2027

 

- Advertisement -