ต่างชาติซื้อ น้ำมันเตรียมลง คงบวกต่อ // 1,600-1,625

คาด SET Index Sideways : มองแรงหนุนจากเม็ดเงินเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ และ การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

กลยุทธ์การลงทุน

1) เก็งงบ 2Q69: AMATA, BBL, GULF, ITC, KBANK, KKP, KTB, OSP, TTB, SCB

2) Anti-commodity : SCGP, SCC, TASCO, BGRIM, GPSC, GUNKUL

3) ปันผล Big Cap น่าสนใจ และ Value Play : ADVANC, SIRI, BDMS, BH, TRUE, PTT

4) Domestic play: BJC, CPALL, CBG, CPN, CRC, HMPRO, DOHOME, GLOBAL, KTC, MTC, TILDOR, SAWAD, MOSHI

  • ต่างชาติซื้อต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง : นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิในทำการล่าสุด (3 ก.ค.69) กว่า +5.7 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องวันที่ 2 และซื้อสุทธิถึง 12 วันในช่วง 16 วันทำการล่าสุด ตัวเลขเม็ดเงิน YTD อยู่ที่ 3.99 หมื่นล้านบาท เป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่ม Big Cap และ Value Play ที่ยังซื่้อขายในโซนต่ำ ทำให้เริ่มเห็นการปรับตัวขึ้นมารับทิศทางฟันด์โฟลว์ดังกล่าว นอกจากนี้มองหุ้นที่คาดจะประกาศงบ 2Q69 ออกมาดี เช่น กลุ่มธนาคาร โรงไฟฟ้า ก่อสร้าง และ นิคมอุตสาหกรรม มีแนวโน้มเป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน ขณะที่ Bond Yields ไทยอายุ 10 ปี ปรับตัวลงมาที่ระดับ 2.15% ทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ตอกย้ำภาพโฟลว์ไหลเข้าตลาดพันธบัตร และ เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มอสังหาฯ และ หุ้น High D/E อย่างไรก็ดีระมัดระวังในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสูงกว่าราคาพื้นฐาน อาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมา
  • น้ำมันมีโอกาสลงต่อ หลังOPEC+จ่อผลิตเพิ่ม : ที่ประชุม OPEC+ มีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 1.88 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยมีผลตั้งแต่เดือน ส.ค.69 เป็นต้นไป ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของเส้นทางการขนส่งทางทะเล หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงในช่วงสนธิสัญญาสันติภาพยังผล มองราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลงไปอยู่ใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง (60-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) แต่ต้องรอประเมินความสามารถในการฟื้นโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่ถูกโจมตีทำลาย รวมถึงการเข้าซื้อน้ำมันเพื่อทดแทนที่น้ำมันเดิมของสต็อกน้ำมันดิบเชิงกลยุทธ์ซึ่งถูกปล่อยออกมาจนร่อยหรอในช่วงสงครามตะวันออกกลาง ระยะสั้นมองกดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ และ โรงกลั่น แต่ เป็นบวกกับหุ้นกลุ่ม Anti-commodity โรงไฟฟ้า สายการบิน ค้าปลีก และ ขนส่ง ที่เคยถูกกดดันจากประเด็นต้นทุนราคาพลังงาน
  • ปัจจัยอื่นๆที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ : US- S&P Global Services PMI (Jun)/ ISM Non-Manufacturing PMI (Jun)/ FOMC Meeting Minutes/ ยอดขายบ้านมือสอง(Jun), TH- CPI + Core CPI (Jun)/ Consumer Confidence (Jun)

+ปัจจัยเพิ่มเติม –

  • (+) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกไทยปี 2569 เป็นเติบโตอย่างน้อย 8-10% (Base case) แม้จะมีอุปสรรครอบด้านแต่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2569 แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการเร่งนำเข้า (Front-loading) ของประเทศคู่ค้าสำคัญพอสมคว
  • (+) บีโอไอยอดส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งทะลุ 137,000 ล้านบาท ช่วยสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนไทย และวางรากฐานให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค
  • (+) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เผยกำลังเร่งรัดโอนเงินกองทุนหมู่บ้าน วงเงิน 3.4 ล้านบาท พร้อมควบคู่โครงการ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”
  • (-) ธนาคารกลางจีน (PBOC) ปรับลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในเดือนมิ.ย. ลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ท่ามกลางความกังวลกับการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และสภาพคล่องในระบบที่อยู่ในระดับสูง

Picks of the day

PTT (BUY)

  • เป้าหมาย 37.75 / 39.00 แนวรับ 36.00 / 36.50

  • ปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์: การปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ หรือ Asset Monetization ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งนี้การเจรจากับ Partner ที่จะเข้ามาร่วมลงทุนถือหุ้นในบริษัทลูกในส่วนธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีนั้น นอกจากนี้คาดผลประกอบการจะได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสงครามตะวันออกกลางช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา
  • หุ้นปันผลระยะยาว: เรายังมองบวกต่อบริษัท จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งตาม Portfolio ธุรกิจพลังงานของบริษัทที่ครบวงจร รวมไปถึงการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งยังมี Upside จากสภาพคล่องที่สูงขึ้นในอนาคตจากการทยอยทำ Asset Monetization ข้างต้น โดยเราคาดอัตราผลตอบแทนปี 69 ประมาณ 5-6%

SCB (BUY)

  • เป้าหมาย 157.00 / 159.00 แนวรับ 149.00 / 151.00

  • คาดกำไร 2Q69 เด่นสุด q-q: เราคาดว่า SCB จะเป็นธนาคารที่มีกำไร 2Q69 เด่นที่สุดในกลุ่มเมื่อเทียบ q-q โดยคาดว่าจะมีกำไร 12.9 พันลบ. เพิ่มขึ้นถึง 26.1% q-q จากรายได้ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะกลับมาเพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่เติบโต และคาดว่าจะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นด้วย
  • ยอดซื้อ-ขายใน NVDR สูงที่สุดในเดือน ก.ค.: ในเดือน ก.ค. หุ้น 10 อันดับแรกที่มีการซื้อ-ขายใน NVDR เป็นหุ้นในกลุ่มธนาคาร 4 ตัว โดย SCB เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายใน NVDR สูงที่สุดอันดับ 1 ทั้งในกลุ่มธนาคาร และใน SET ทั้งหมด โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 9 พันลบ. ทิ้งห่างอันดับ 2 คือ KBANK ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 8 พันลบ. อยู่ 13%
- Advertisement -