บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Siam Cement (SCC.BK/SCC TB)*

กำไร 2Q69F จะเติบโตจากธุรกิจปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์

Event 

ประมาณการ 2Q69F และแนวโน้มธุรกิจ  

Impact 

ประมาณการ 2Q69F – โมเมนตัมฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากธุรกิจปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ 

วันที่ 30 ก.ค. เราคาดว่า SCC จะเผยกำไรสุทธิ 2Q69F ที่ 7.9 พันล้านบาท (-54% YoY แต่ +27% QoQ) และกำไรปกติที่ 7.5 พันล้านบาท (+244% YoY และ +310% QoQ) (ตัดกำไรจากสต๊อกสินค้าและมูลค่ากำไรสุทธิที่จะรับได้ (NRV) รวม 1.0 พันล้านบาทและต้นทุนจากโครงการปรับโครงสร้าง 550 ล้านบาท) การที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นโดดเด่น QoQ หลัก ๆ จาก chemical spread ทั้ง PE และ PP แข็งแกร่ง ผลงานธุรกิจบรรจุภัณฑ์โดดเด่นบวกกับเงินปันผลรับ (ปกติจะรับรู้ใน 2Q และ4Q) (นำโดย Toyota และ Siam Kubota) แต่ที่กำไรแย่ลง YoY จะมาจากไม่มีรายการ gain on bargain purchase มูลค่า 1.67 หมื่นล้านบาทจากการที่ PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ลงทุนใน Aster Chemicals and Energy Pte. Ltd. (Aster) ที่ได้เกิดขึ้นใน 2Q68 รวมถึงไม่มีรายการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน 30.57% ใน CAP ที่จัดประเภทเป็นเงินลงทุนอื่น แม้ว่าผลการดำเนินงานของทั้งสามกลุ่มธุรกิจจะดีขึ้นก็ตาม หากกำไร 2Q69F ออกมาตามคาด กำไรหลัก 1H69F จะอยู่ที่ 9.3 พันล้านบาท (+184% YoY) คิดเป็นราว 80% ของ

ประมาณการกำไรหลักปี 2569F ตาม Bloomberg consensus 

ประเด็นหลัก ๆ 

i) การดำเนินงานหลักของธุรกิจปิโตรเคมีจะดีขึ้นทั้ง QoQ และ YoY จาก chemical spread ที่แข็งแกร่งขึ้น แม้ว่าจะถูกฉุดบางส่วนจากปริมาณขายที่ลดลง ผลจากเหตุสุดวิสัย (force majeure) ที่โรงงาน Rayong Olefins (ROC) ตั้งแต่ 10 มี.ค. 69 และโรงงาน Longson Petrochemicals (LSP) ตั้งแต่กลาง พ.ค. 69 โดยที่ spread ของ HDPE ดีขึ้นที่ US$525/ton (+62% QoQ และ +45% YoY) และ spread ของ PP ที่ US$437/ton (+53% QoQ และ +24% YoY) ปัจจุบัน SCC กำลังพิจารณาให้ ROC กลับมาเดินเครื่องผลิตอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม การจัดหาวัตถุดิบแนฟทาจะใช้เวลาราว 1.5 เดือน เพราะต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) 

ii) ธุรกิจซีเมนต์และกรีนโซลูชันสีเขียว กำไรคาดว่าจะอ่อนตัวลง QoQ จากปริมาณขายที่ลดลงตามฤดูกาล แม้ว่าราคาขายและการบริหารต้นทุนจะยังทรงตัวดีอยู่ แม้ในขณะนี้ ผลประกอบการจะคงเติบโตต่อเนื่อง YoY จากราคาขายสูงขึ้นและการลดต้นทุน นอกจากนี้ จะมีรายการพิเศษจากโครงการรวมฐานการผลิต (manufacturing consolidation program) ราว 550 ล้านบาท (รายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสด) แต่ประเด็นหลักที่ต้องเฝ้าติดตามคือภาวะยอดขายที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแออยู่ 

iii) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ SCG Packaging น่าจะมีกำไรสุทธิแข็งแกร่งที่ 2.1 พันล้านบาท (+108% YoY และ +34% QoQ) ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาด ปัจจัยหนุนหลักจะมาจาก margin ดีขึ้นต่อเนื่องและปริมาณขายฟื้นตัวดี (โดยเฉพาะ Fajar ที่สามารถกลับมาถึงจุดคุ้มทุนในระดับกำไรสุทธิได้) ตามที่เราได้กล่าวไว้ในบทวิเคราะห์ SCGP เมื่อ 22 มิ.ย. 69 ทั้งนี้ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SCG Packaging (SCGP.BK/SCGP TB)* ราคาเป้าหมาย 32.00 บาท  

Valuation and action 

ปัจจุบัน Bloomberg Consensus ให้คำแนะนำ SCC ที่ ซื้อ/ถือ/ขาย ในสัดส่วน 37% / 33% / 30% (มีสัดส่วนซื้อสูงขึ้น) โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยสูงขึ้นที่ 226.8 บาท/หุ้น ปัจจุบัน SCC เทรดที่ค่าเฉลี่ย 5 ปีในอดีตของ EV/EBITDA และ P/BV ระดับ +2 S.D.(หลังราคาหุ้นพุ่งขึ้นแล้วราว 27% YTD) อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าตลาดได้สะท้อนปัจจัยบวกจากความขัดแย้งในอิหร่านคลี่คลายลงและอุปทานแนฟทาฟื้นตัวไปในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น ประเด็นสำคัญต่อจากนี้คือการติดตามว่า chemical spread จะสามารถทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อได้หรือไม่ ขณะที่ เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มอุตสาหกรรมหนุนจาก i) ปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมที่ทยอยฟื้นตัว ii) synergy จาก PTTGC ที่ตลาดยังประเมินไม่เต็มมูลค่า และ iii) เป็นไปได้ที่ consensus กำไรจะมี upside  

Risks 

การปิดซ่อมบำรุงนอกแผน, อุปทานเกิน, ปัญหา cost overruns และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ALERT Thailand 

 

 

- Advertisement -