บล.ฟินันเซีย ไซรัส:

KCG CORPORATION (KCG TB)

2Q26 กำไรยังเติบโต y-y ต่อเนื่อง (BUY)

  • คาดกำไรสุทธิ 2Q26 ชะลอตัว q-q ตามฤดูกาล แต่ยังโต y-y ต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์พลาสติกน้อยมาก

  • แนวโน้ม 2H26 จะดีกว่า 1H26 จากปัจจัยฤดูกาลที่จะเข้าสู่ช่วง High season ใน 4Q คงคาดกำไรปี 2026 +13.3% y-y เป็นสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

  • ยังแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 12.5 บาท

2Q26 เป็น Low season แต่ยังเพิ่ม y-y จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น

เราคาดกำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 115 ลบ. ลดลง 25.7% q-q ตามช่วง low season แต่จะยังเพิ่มขึ้น 16% y-y แม้คาดรายได้รวมลดลง 13% q-q ตามฤดูกาล และทรงตัว y-y จากผลกระทบของโครงการไทยช่วยไทย แต่ต้นทุนวัตถุดิบลดลงจากส่วนที่เป็น Butter oil และราคาน้ำมันปาล์มที่ต่ำกว่าก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 31.2% ลดลงจาก 31.3% ใน 1Q26 แต่เพิ่มขึ้นจาก 30.5% ใน 2Q25 ส่วน SG&A มีแนวโน้มใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน แต่จะถูกชดเชยจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากทั้งยอดหนี้และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง รวมถึงอัตราการจ่ายภาษีที่ลดลง นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้อื่นเป็นกำไรจาก FX เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

คาด 2H26 จะดีกว่า 1H26 เพราะเป็นช่วงที่เข้าสู่ High season ใน 4Q ของทุกปี

เราเชื่อว่าแนวโน้มกำไรใน 3Q26 จะทรงตัวหรือชะลอตัว q-q จากผลกระทบของโครงการไทยช่วยไทยเต็มไตรมาส เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในโครงการ แต่ยังเพิ่มขึ้น y-y เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำกว่าก่อนและค่าขนส่งที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตามกำไรจะเร่งขึ้นแรงในช่วง 4Q ของทุกปี เพราะเป็นช่วง Festive Season ของธุรกิจ ที่ทำให้กำไรรายไตรมาสพีคที่สุดของปี ขณะที่บริษัทยังได้ผลบวกจากต้นทุนราคาวัตถุดิบที่ทรงตัวจนถึงสิ้นปีทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้สูงต่อเนื่อง ทำให้โดยรวมเราเชื่อว่ากำไร 2H26 จะดีกว่า 1H26

คงประมาณการกำไรปี 2026-28

กำไร 1H26 คิดเป็น 47% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2026 ที่ 570 ล้านบาท เติบโต 13.3% y-y บริษัทยังคงเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2026-27 เติบโต +8-9% y-y หนุนจากการขยายฐานลูกค้ารายใหญ่และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะยังคงยืนเหนือ 31% ประกอบกับแนวโน้มราคาวัตถุดิบทั้งเนยและชีสทรงตัวจากการมีล็อกราคาไปถึงสิ้นปีแล้ว แม้จะมีผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและพลาสติกบ้าง แต่ก็จะถูกชดเชยจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ดังนั้นเราจึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 เติบโต 13.3% y-y และประมาณการกำไรสุทธิในช่วงปี 2026-28 เติบโตเฉลี่ย 11.6% CAGR

คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย 12.50 บาท

เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 12.50 บาท อิง PE ของค่าเฉลี่ยของกลุ่มอาหารที่ 12.50 เท่า จากเดิมอิง 11 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายกันที่ P/E ปี 2026 เพียง 9.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มอาหารที่ 12.6 เท่า และ Div. yield 5.5%/ปี

- Advertisement -