บล.เอเซีย พลัส:
MAJOR รายได้หนังไม่เข้าเป้า แต่ยังมีลุ้นครึ่งปีหลัง (Buy)
Flash Points
-
ฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิ 2Q69 อยู่ที่ 65 ล้านบาท ลดลง 48%YoY โดยมีรายได้รวม 1.54 พันล้านบาท ลดลง 21%YoY จากการอ่อนตัวของธุรกิจโรงภาพยนตร์เป็นหลัก รายได้ Admission ลดลง 30%YoY หลังภาพยนตร์ที่เข้าฉายไม่สามารถสร้างกระแสได้ตามคาด และไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดทำรายได้เกิน 100 ล้านบาทเลย ต่างจากปีก่อนที่มี Lilo stitch และ How to train your dragon ส่งผลให้รายได้ป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มลดลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่รายได้จากต่างจังหวัดหดตัวแรง สะท้อนกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ
-
ธุรกิจ Advertising รายได้เติบโตราว 25%YoY จากการต่อสัญญาลูกค้าภาครัฐและ Screen Advertising ที่แข็งแกร่ง ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุนเพิ่มขึ้นโดดเด่นโดยเฉพาะ Thai Ticket Major ตามยอดจองคอนเสิร์ต และมีผลบวกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีราว 10 ล้านบาท ด้านอัตรากำไรขั้นต้นยังทรงตัวที่ 31.5% ส่วน SG&A ลดลง 6% จากการคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยความอ่อนแอของธุรกิจหลัก
Impact Insight
-
ผลประกอบการ 2Q69 สะท้อนภาพการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าคาด โดยเฉพาะธุรกิจโรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท แม้จะอยู่ในช่วง High Season แต่ไม่สามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมาย สะท้อนว่าปัจจัยกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคุณภาพของภาพยนตร์ที่เข้าฉาย แต่เริ่มเห็นผลกระทบจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทำให้มาตรการกระตุ้นยอดขายและการควบคุมต้นทุนยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่หดตัว
-
ผลประกอบการ 2H69 มีแนวโน้มฟื้นตัวจาก Line-up ภาพยนตร์ที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งภาพยนตร์ไทยฟอร์มใหญ่อย่าง คำสารภาพของหมอผี, ธี่หยด และ นาคี 3 ซึ่งมีศักยภาพในการดึงผู้ชมในต่างจังหวัดให้กลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์ รวมถึงภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มใหญ่อีกหลายเรื่องที่น่าจะช่วยหนุนธุรกิจ Advertising และยอดขายป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม แม้มีความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 หลัง 1H69 ทำได้เพียง 22% ของประมาณการทั้งปี แต่เรามองว่าปัจจัยลบส่วนใหญ่ได้สะท้อนในราคาหุ้นไปแล้ว
Execution
-
คงราคาเหมาะสมที่ 9.20 บาท อิง PER 11 เท่า และคงคำแนะนำ “ซื้อ” คาดว่ารายได้จะทยอยฟื้นตัวตาม Line-up ภาพยนตร์ที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ยังมีความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ลง แต่โอกาสที่จะเห็นการลดทุนจากโครงการซื้อหุ้นคืน ซึ่ง MAJOR เคยดำเนินการมาแล้ว 2 ครั้งในอดีต จะช่วยลดจำนวนหุ้นลงราว 10% ช่วยบรรเทาผลกระทบจาก EPS ที่ลดลง จากการปรับประมาณการกำไรลงได้บางส่วน








