บล.ฟินันเซีย ไซรัส:

TOA PAINT (THAILAND) (TOA TB)

คาดกำไร 2Q26 ยังเติบโต แม้มีแรงกดดันต้นทุน

  • คาดกำไรปกติ 2Q26 -4% q-q แต่ +14% y-y มีแรงหนุนจากการเติบโตของทั้งยอดขาย และ GPM ที่ยืนระดับสูงจากผลของการปรับขึ้นราคาขาย

  • แนวโน้ม 3Q26 คาดชะลอลงจากผลกระทบของวัตถุดิบใหม่ แต่ความตึงเครียดของสงครามคลี่คลายและการปรับลงของราคาน้ำมัน หนุนการฟื้นตัวใน 4Q26

  • ปรับเพิ่มประมาณการและราคาเหมาะสมเป็น 17.50 บาท เพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ

กำไร 2Q26 มีแนวโน้มดีกว่าเคยมอง คาดเติบโตได้ y-y

เราประมาณการกำไรปกติ 2Q26 เท่ากับ 880 ล้านบาท (-4% q-q, +14% y-y) สูงกว่าที่เราและตลาดเคยคาดว่าจะลดลง q-q, y-y แม้มีแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดของสงคราม โดยเฉพาะ Oil-linked ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของต้นทุนรวม แต่เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังทรงตัวระดับสูงที่ 39% ใกล้เคียงกับ 40.4% ใน 1Q26 และปรับขึ้นจาก 38% ใน 2Q25 เนื่องจากผลของการปรับขึ้นราคาขายตั้งแต่เดือนมี.ค.เฉลี่ยราว 5-6% ประกอบกับต้นทุนส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่เป็นสต็อกเดิมที่มีการทำสัญญาซื้อไว้ล่วงหน้า ด้านค่าใช้จ่ายคลังบริหารจัดการได้ดี โดยคาด SG&A ต่อยอดขายที่ 20% ใกล้เคียงกับ 1Q26 และปรับลดจาก 21% ใน 2Q25

คาดยอดขาย 2Q26 ขยายตัว y-y จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เราคาดยอดขายรวมใน 2Q26 อยู่ในเกณฑ์ดี ทรงตัว q-q และเติบโต 4% y-y อยู่ที่ 5.6 พันล้านบาท ได้แรงหนุนจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ แม้ในประเทศได้รับผลกระทบจากช่วง Low Season และตลาดอสังหาฯที่ซบเซา ส่งผลให้คาดปริมาณการขายใน 2Q26 อ่อนลงเล็กน้อย y-y อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาขายช่วยชดเชยปริมาณขายที่อ่อนตัว ส่งผลให้ยอดขายในประเทศยังเพิ่มขึ้น y-y ขณะที่ยอดขายต่างประเทศ คาดเติบโตต่อเนื่อง อาทิ เวียดนาม กัมพูชา และลาว ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

3Q26 คาดชะลอตัวจากต้นทุน แต่แรงกดดันผ่านจุดสูงสุดแล้ว

ปัจจุบันสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันชะลอลง โดย 3QTD เฉลี่ย 67 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เทียบกับ 2Q26 ที่ 96.1 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เราประเมินว่าราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะ Oil-linked มีโอกาสผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนมิ.ย. โดยไม่พบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และสถานการณ์การขายกลับมาดำเนินได้ตามปกติ (ก่อนหน้านี้บริษัทชะลอขายสินค้าบางผลิตภัณฑ์เพื่อบริหารปริมาณให้เพียงพอ) ส่วนราคา TiO2 (18-20% ของต้นทุน) ปัจจุบันสูงขึ้นเล็กน้อย แต่คาดปรับลงในช่วงต้นปี 2027 อย่างไรก็ตาม ด้วยนโยบายระยะเวลาบริหารสต็อกวัตถุดิบราว 45-60 วัน เราคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูงจะทยอยสะท้อนใน 3Q26 ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นมีโอกาสปรับลดลงสู่ 36-37% แต่ยังใกล้เคียงกับ 3Q25 และสูงกว่าระดับในช่วงปี 2021-2024 ส่งผลให้ผลประกอบการใน 3Q26 คาดอ่อนลง q-q ก่อนจะฟื้นตัวอีกครั้งใน 4Q26 ตามการชะลอลงของราคาวัตถุดิบและปัจจัยฤดูกาลของการขาย

ปรับเพิ่มประมาณการและราคาเหมาะสมเป็น 17.50 บาท ปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ

เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2026-2028 ขึ้น 21%/15%/13% หลักๆจากการปรับเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น ส่งผลให้ปี 2026 คาดอยู่ที่ 3.2 พันล้านบาท ทรงตัวจากปี 2025 โดย 1H26 คาดคิดเป็น 49% ของประมาณการทั้งปี เราปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.50 บาท อิง PER เดิม 11x (ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต -1SD) ราคาหุ้นมี Upside เปิดกว้างขึ้น และเรามองว่าบริษัทสามารถผ่านช่วงที่มีแรงกดดันจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบไปแล้วใน 2Q26 จึงปรับคำแนะนำจากถือเป็นซื้อ ปัจจุบันหุ้นซื้อขายบน PE2026 ที่ 9.6x และคาดจ่ายปันผลงวด 1H26 เท่ากับ 0.46 บาท/หุ้น คิดเป็น Yield 3% (ทั้งปีคาด Yield ราว 5%) ด้วยฐานะการเงินแข็งแกร่งและเป็นสถานะ Net Cash

- Advertisement -