บล.ฟิลลิป:

OSP ยอดขายในเมียนมาทกดดัน

ซื้อ TP’69: 20.40

คาดการณ์กำไรสุทธิ 2Q69 เติบโตขึ้น y-y แต่ลดลง q-qจากปัญหาใบอนุญาตนำเข้าเมียนมาที่ทำให้สินค้าขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ยอดขายต่างประเทศ (ยกเว้นพม่า) เติบโตแข็งแกร่งระดับ Double Digit ทั้ง q-q และ y-y จากการรุกตลาดอินโดนีเซีย ขณะที่ธุรกิจในประเทศยังขยายตัวได้ดีกว่าภาพรวมตลาดอย่างต่อเนื่อง ในด้านของอัตรากำไรสามารถรักษาให้อยู่ในระดับสูงจากประสิทธิภาพการผลิตและการประหยัดต้นทุน โดยเรายังคงประมาณการณ์กำไรทั้งปีและราคาพื้นฐาน 20.40 บาท ยังคงมี Upside น่าสนใจ แนะนำ “ซื้อ”

งบรวม 2Q69E 1Q69 2Q68 % y-y % q-q 6M69E 6M68 % y-y
กำไร 1,053 1,157 1,010 +4.3 -9.0 2,210 2,275 -2.85
EPS 0.36 0.39 0.34 +4.3 -9.0 0.75 0.77 -2.85

หมายเหตุ: กำไร = ล้านบาท, EPS = บาท

  • คาดการณ์กำไร 2Q69 ลดลง q-q โต y-y: ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,053 ล้านบาท ลดลง -9% q-q แต่ยังเติบโต +4.3% y-y แม้กำไรจะชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากแรงกดดันในตลาดเมียนมา แต่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะยังรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ในระดับที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าไตรมาสแรกเล็กน้อย โดยได้รับปัจจัยบวกจากประสิทธิภาพการผลิตและการประหยัดต้นทุนจากการรวมโรงงานเข้ามาช่วยชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น

  • ยอดขายในประเทศดีขึ้นแต่ต่างประเทศถูกกดดัน: ยอดขายรวมคาดหดตัวลง q-q 1.ธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศ คาดเติบโตในระดับ High Single Digit จากการขยายตัวในช่องทางร้านค้าดั้งเดิม (Traditional Trade) ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ 2.Personal Care ในประเทศ คาดเติบโตในระดับ Low to Mid Single Digit ซึ่งดีกว่าภาพรวมตลาด โดยได้แรงหนุนจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่ม Ultra Mild และการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ 3. ตลาดต่างประเทศ (ไม่รวมเมียนมา) คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นในระดับ Double Digit ทั้ง q-q และ y-y จากการกลับมาส่งออกไปยังตลาดอินโดนีเซียได้อีกครั้งตั้งแต่เริ่มต้นไตรมาสที่ 2 แต่อย่างไรก็ดีธุรกิจในเมียนมาเป็นปัจจัยลบหลักที่ฉุดรั้งยอดขายรวม เนื่องจากปัญหาใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม ทำให้ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

  • คงประมาณการณ์และราคาพื้นฐาน แนะนำ “ซื้อ”: โดยกำไร 1H69 คิดเป็น 57.5% อย่างไรก็ดีต้นทุนมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในช่วง 2H69 ทำให้เราคงกำไรปี 2569 ไว้ที่ 3.8 พันล้านบาท และคงราคาพื้นฐานอยู่ที่ 20.40 บาทต่อหุ้น ยังคงมี Upside จากราคาปัจจุบัน 17.2% แนะนำ “ซื้อ”

- Advertisement -