บล.ฟิลลิป:
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ – BH
คาดผลประกอบการดีขึ้นหลัง 2Q69
Key Point
เราคาดกำไรหลัก 2Q69E ที่ 1,868 ลบ. (+4.6% q-q, +0.7% y-y) จากแรงหนุนของผู้ป่วยตะวันออกกลางหลังสิ้นสุดช่วงเทศกาลถือศีลอด และการกลับมาของเที่ยวบินที่ช่วยให้การส่งต่อผู้ป่วยกลับสู่ภาวะปกติ แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากต้นทุน แต่เราเชื่อว่าผลประกอบการมีแนวโน้มเร่งตัวในครึ่งปีหลังจากสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูง และปัจจัยฤดูกาล คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานขึ้นเป็น 200.00 บาทต่อหุ้น (เดิม 190.00 บาท) สะท้อนการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติที่เร็วกว่าคาดภายหลังข้อจำกัดด้านการเดินทางคลี่คลาย
คาดผู้ป่วยต่างชาติทยอยกลับมาหลังสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด
เราคาดการณ์รายได้จากกิจการโรงพยาบาลที่ 6,089 ลบ. (-1.9% q-q, +1.4% y-y) โดยการเติบโตได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งเราคาดว่าจะเพิ่มขึ้น +1.9% y-y ภายหลังสิ้นสุดช่วงเทศกาลถือศีลอด (รอมฎอน) ส่งผลให้ผู้ป่วยตะวันออกกลางทยอยกลับมาใช้บริการตามปกติ ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยไทยคาดว่าจะทรงตัว +0.5% y-y สะท้อนการฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ทำให้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติต่อผู้ป่วยไทยอยู่ที่ 65:35 (vs. 64:36 ใน 2Q68) สะท้อนการทยอยกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการสร้างกำไรสูงกว่า
เที่ยวบินฟื้นตัวสู่ภาวะปกติสนับสนุนการส่งต่อผู้ป่วย
การลดลงของเที่ยวบินในช่วงปลายเดือน ก.พ. 69 เกิดขึ้นแบบฉับพลันทำให้เกือบทุกสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินมาเป็นศูนย์ และเมื่อข้อจำกัดด้านการบินคลี่คลาย การเดินทางสามารถกลับมาได้ค่อนข้างเร็วดังกรณีที่ความต้องการหายไป ซึ่งหลายสายการบินกลับมาให้บริการใกล้ระดับก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้เราเชื่อว่าผู้ป่วยตะวันออกกลางสามารถเดินทางได้ การส่งต่อผู้ป่วยเริ่มทำงานตามปกติ การนัดการรักษาที่เลื่อนออกไปเริ่มกลับมา
แนวโน้มผลประกอบการจะทยอยดีขึ้นหลัง 2Q69
เราคาดการณ์กำไรหลักที่ 1,868 ลบ. (+4.6% q-q, +0.7% y-y) โดยได้รับแรงหนุนจากการทยอยฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติภายหลังรอมฎอน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ และอัตรากำไรสูงกว่าผู้ป่วยไทย ขณะที่ GPM อ่อนตัวลงสู่ 51.5% (vs. 52.5% ใน 2Q68) ส่งผลให้ EBITDA Margin และ Net Profit Margin ปรับอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 40.2% (vs. 40.8% ใน 2Q68) และ 30.6% (vs. 30.8% ใน 2Q68) ตามลำดับ สะท้อนต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเราเชื่อว่า การฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลาง การกลับเข้าสู่ภาวะปกติของเที่ยวบิน และปัจจัยฤดูกาลจะเป็นแรงหนุนผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 200.00 บาทต่อหุ้น
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2569 ขึ้นเป็น 200.00 บาทต่อหุ้น (เดิม 190.00 บาท) สะท้อนการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติที่เร็วกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางที่ทยอยกลับมาภายหลังข้อจำกัดด้านการเดินทางคลี่คลาย ประกอบกับโครงสร้างรายได้ที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติสูงขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูง และปัจจัยฤดูกาลหนุนให้แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังเติบโต







