กังวลโลก หวังแรง Real sector และ TISA // 1,640–1,665
คาด SET Index แกว่งตัวออกข้าง: แรงกดดันหลักมาจากภายนอก ประกอบกับ SET Index มี Valuation ที่เริ่มตึงตัว อีกทั้ง อาจเห็นการ Rotation จากกลุ่มธนาคารไปเก็งกำไรงบ Real sector ส่วนมาตรการมีความหวังโครงการ TISA ช่วยประคอง Downside
กลยุทธ์การลงทุน
-
เก็งงบ 2Q69: AMATA, CPALL, DELTA, HANA, ITC, KCE, MRDIYT, MTC, OSP, QH, SAWAD, SCC, STECON, TIDLOR
-
พลังงาน: BCP, PTT, PTTEP, SPRC, TOP
-
มาตรการ/โครงการรัฐ: BJC, CENTEL, CK, CPAXT, CRC, DOHOME, ERW, GLOBAL, HMPRO, LH, MINT, SCC
-
หวังการลงทุน (FDI) จากจีน: ADVANC, GUNKUL, GULF, ROJNA, WHA, WHAUP
-
กังวลภาษีศุลกากรและตะวันออกกลาง: คาดแรงกดดันมาจากความกังวลต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯที่มีแนวโน้มกระทบต่อคู่ค้าต่างๆ รวมถึงไทย หลัง USTR เผยปรน.ทรัมป์เตรียมประกาศมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่เร็วๆนี้ โดย Financial Times ระบุว่าอัตราภาษีใหม่คือ 10-12.5% โดยอยู่ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งอ้างเหตุผลเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการใช้แรงงานบังคับ ทั้งนี้ กรณีของไทยเรามองเป็นสัญญาณเชิงลบ เพราะแนวโน้มเผชิญกับอัตรา 12.5% เนื่องจากถูกสหรัฐระบุว่าล้มเหลวในการกำหนดหรือบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน โดยอัตราข้างต้นนับว่าสูงกว่ามาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% ที่กำลังจะหมดอายุในวันศุกร์นี้ นอกจากนี้ คาดอีกแรงกดดันจากภายนอกมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบ WTI (Fut.) ที่ปรับตัวขึ้น 2.02% ปิดที่ $84.91 ต่อบาร์เรล เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยพัฒนาการสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาคือการที่ปรน.เตือนว่าสหรัฐจะโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในกูพาริกเอกซอนของอิหร่านในเร็วๆนี้
-
Valuation เริ่มตึงตัวและอาจเห็นการ Rotate ภายใน: คาดอีกแรงกดดันมาจาก Valuation ของ SET Index ที่นับว่าตึงตัวมากขึ้น สะท้อนจาก Forward P/E ของปี 2569 ที่ 16.7x ซึ่งนับว่าเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2563 ที่ 17.1x นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มธนาคารอาจเผชิญกับแรงขายของนักลงทุน หลังจบการเผยงบของกลุ่มไปแล้วเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ดี เรามองเป็นโอกาสของกลุ่ม Real sector ที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินขั้นต้นที่มีโอกาส Rotate มาเพื่อเก็งกำไรงบ 2Q69 โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าผลประกอบการจะออกมาดี
-
หวัง TISA ชัดเจนในไตรมาสนี้: นอกจากแรงเก็งกำไรงบในกลุ่ม Real sector แล้ว เรามองอีกแรงจำกัดทางลงของ SET Index มาจากความหวังต่อมาตรการตลาดทุน หลังรองนายกฯและรมว.คลังเผยความคืบหน้าโครงการ TISA ว่าปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ในระหว่างการเร่งศึกษา เพื่อผลักดันโครงการออกมาให้ทันภายในเดือนก.ย.69
-
ติดตามการเผยงบหุ้นต่างประเทศ: ท้ายที่สุดในคืนนี้เราแนะนำให้ติดตามการเผยงบของ Tesla และ Alphabet ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับการใช้จ่ายหรือ CAPEX ทางด้านเทคโนโลยีของโลก
+ ปัจจัยเพิ่มเติม –
-
(+) นายกฯสั่งให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพร้อมจัดพื้นที่และหน่วยสำรวจเคลื่อนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ขณะที่กระทรวงการคลังจะไปพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ โดยจะเสนอครม.พิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
-
(+) กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผย 6M69 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย รวมทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 38,626 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.75% y-y
-
(+) ครม.มีมติอนุมัติวงเงินงบกลาง 843.26 ล้านบาท เพื่อนำไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยปี 2568 ที่ผ่านมา
-
(-) UNODC เผยรายงานระบุว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างน้อย 88,300 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568 และอาจสูงถึง 114,100 ล้านดอลลาร์
Picks of the day
SCG / SCC (BUY)
-
เป้าหมาย: 260 / 265 แนวรับ: 250 / 253
-
ภาพรวมธุรกิจทยอยฟื้นตัว: แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมี 2Q69 ได้ปัจจัยหนุนจากราคาขายปรับตัวดีขึ้นจากอุปทานที่ลดลง เช่นเดียวกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่สูงกว่าตลาดเนื่องจากมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ การคลี่คลายของสถานการณ์ตะวันออกกลางจะช่วยให้การขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบ Hormuz กลับสู่ภาวะปกติ และสามารถกลับมาเดินเครื่องโรงงานที่ระยองและเวียดนามได้อีกครั้ง
-
ปรับพอร์ตการลงทุนเสริมสภาพคล่อง: บริษัทได้จำหน่ายหุ้นใน CAP ซึ่งเป็นบริษัทอินโดนีเซีย จำนวน 14.86% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 24,900 ลบ. เรามองเป็นบวกต่อราคาหุ้น โดยจะมีกระแสเงินสดเข้ามาประมาณ 21 บาท/หุ้น ซึ่งบริษัทจะนำไปลดภาระทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันมี Net debt to EBITDA อยู่ที่ 5 เท่า และสนับสนุนการลงทุนโครงการเพิ่มการใช้ก๊าซอีเทนเป็นวัตถุดิบที่โรงงาน LSP ในเวียดนาม
STECON / STECON (BUY)
-
เป้าหมาย: 20.60 / 21.50 แนวรับ: 18.70 / 19.20
-
CP group แจ้งขอยกเลิกสัญญาแล้ว: กระทรวงคมนาคมแจ้งต่อผู้สื่อขาวว่า CP group ได้ส่งหนังสือแจ้งขอยกเลิกสัญญา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยแนวโน้มหลังจากนี้ อาจจะมีการปรับแผนให้ รฟท. เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเอง ซึ่งจะไม่มีการเปิดประมูลให้เอกชนมาร่วมลงทุน แต่จะปรับลดสเปกจากรถไฟความเร็วสูง มาเป็นโครงการรถไฟความเร็วปานกลาง โดยเส้นทางรูปแบบใหม่เทียบโมเดลลงทุนที่คล้ายคลึงกัน มูลค่าโครงการจะยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า 6.0 หมื่นลบ. ปัจจัยบวกนี้เสริมต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาไปจนถึงผู้ผลิตเสาเข็ม หากสามารถปลดล๊อคให้เดินหน้าโครงการต่อไปได้
-
Top pick เลือก STECON ปัจจัยพื้นฐานรองรับ: เราเลือก Top pick เป็น STECON โดยจะได้ปัจจัยพื้นฐานเข้ามาเสริม คาดกำไร 2Q69 ±850 ลบ. เติบโต y-y และ q-q โดดเด่น จากมีรับปันผลจาก GULF เข้ามาราว 736 ลบ.








