บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

SCG Packaging (SCGP.BK/SCGP TB)*

ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น…กำไรกลับมาโตสูงอีกครั้ง (Outperform‧Maintained)

Event 

ผลประกอบการ 2Q69 กับ conference call 

Impact 

3 เหตุผลที่ทำให้เรายังคงเชื่อมั่นต่อ SCGP 

i) Spread ของ testliner-RCP จะยังหนุนกำไรในอีก 1–2 ไตรมาสหน้า เพราะ SCGP สามารถทยอย ปรับราคาขายขึ้นได้ต่อเนื่อง หนุนจาก (i) ราคากระดาษลูกฟูก (corrugated paper) ในจีนพุ่งขึ้น 7–9% QoQ ช่วง 3QTD มาอยู่ที่ RMB3,200/ton (Figure 3,10) เพราะผู้ผลิตรายใหญ่ (Nine Dragons, Shanying และ Bohui) ลดการผลิตลง ขณะที่ปริมาณนำเข้าก็ลดลง ทำให้มีโอกาสปรับราคาขึ้นทั่ว ทั้งภูมิภาค (รวมถึง SCGP) ท่ามกลางต้นทุน RCP ที่เพิ่มขึ้น 8–10% QoQ และต้นทุนถ่านหินสูงขึ้นและ (ii) การคาดการร์เงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้งจากความขัดแย้งอิหร่านล่าสุด ทำให้ลูกค้ารับได้มาก ขึ้นถึงการปรับราคาสินค้า นอกจากนี้เรามองว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของอาเซียนที่ระดับ 50.5 (มิ.ย.69) น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักร โดยคาดว่าอุปสงค์จะค่อย ๆ ฟื้นตัวในระยะถัดไป  

ii) Fajar ตอกย้ำสมมติฐานกำไรที่เร่งฟื้นตัวขึ้น โดยที่ Fajar จะยังคงทำกำไรและได้ margin สูงขึ้นหนุนจากอุปสงค์ในประเทศแข็งแกร่ง การปรับราคาขายขึ้น การรวมการดำเนินงานกับ MYPAK และมาตรการลดต้นทุน ปัจจัยดังกล่าวจะช่วยดันให้ SCGP เข้าสู่วัฏจักรกำไรฟื้นตัวต่อเนื่องคล้ายกับรอบขาขึ้นในอดีต  

iii) เข้าสู่วัฏจักรการปรับกำไรเพิ่มรอบใหม่ กำไรหลัก 1H69 ที่พุ่งขึ้น 103% YoY คิดเป็น 55% และ 64% ของกำไรทั้งปีของเราและของตลาด ตามลำดับ แม้ consensus ปรับเพิ่มกำไรปี 2569–70F ขึ้น แล้ว 32% และ 26% YTD (Figure 9) แต่กำไรปี 2569–71F ของเรายังสูงกว่าตลาด 12–16% ขณะนี้ ประมาณการกำไรหลักปี 2569F ของเราที่ 7.0 พันลบ.ใกล้เคียงกับปี 2564 (8.3 พันลบ.)ในช่วงที่ SCGP ซื้อขายที่ 40–50 บาท/หุ้น ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันบริษัทดำเนินงานได้แข็งแกร่งกว่าในอดีต  

ผลประกอบการ 2Q69 – สูงกว่าทั้งเราและตลาดคาด 10%/21% 

SCGP แจ้งกำไรสุทธิ 2Q69 เด่นมากที่ 2.3 พันลบ. (+128% YoY และ +47% QoQ) สูงกว่าเราและตลาดคาด 10% และ 21% ตามลำดับจากการปรับราคาขายขึ้นดีกว่าคาดในทั้งธุรกิจ Integrated Packaging Business (IPB) และ Fibrous Business (FB) โดยที่กำไรหลัก 2Q69 อยู่ที่ 2.3 พันลบ. (+135% YoY และ +51% QoQ) กำไรที่พุ่งเด่นทั้ง QoQ และ YoY หลัก ๆ จาก i) ปริมาณขายฟื้นตัวหลังวันหยุดในเวียดนามและอินโดนีเซียน้อยลงและ ii) EBITDA ของ Fajar พุ่งขึ้นที่ IDR290 พันล้าน (+836% YoY และ +75% QoQ) และพลิกเป็นกำไรสุทธิ 199 ลบ. จากขาดทุน 369 ลบ.ใน 2Q68 และขาดทุน 37 ลบ.ใน 1Q69 โดยที่ธุรกิจ IPB มี EBITDA margin (สูงสุดตั้งแต่ 2Q63) มาอยู่ที่ 20.4% (จาก 19.1% ใน 1Q69 และ 16.0% ใน 2Q68) ส่วน EBITDA margin ของ FB ก็สูงขึ้นที่ 9.5% (จาก 4.9% ใน 1Q69 และ 7.0% ใน 2Q68)  

Valuation and action 

เรายังแนะนำ “ซื้อ” SCGP และขยับราคาเป้าหมายใหม่ ณ สิ้นปี 2570F ที่ 36.00 บาท (EV/EBITDA ที่ 8.9x หรือ -1.3SD) จากเดิม 32.00 บาท ระยะถัดไปเราคาดกำไรหลัก 3Q69F จะอ่อนตัวลง QoQ (แต่ยังจะพุ่งขึ้น YoY จาก Fajar พลิกฟื้น) เพราะต้นทุนถ่านหินและ RCP ที่สูงขึ้นเริ่มสะท้อนเข้ามา แม้จะได้ชดเชยบางส่วนจากการเติมสต็อกสินค้าช่วงปลาย 3Q ทั้งนี้ เราเชื่อว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยนี้ไปมากแล้ว SCGP จะจ่าย 1H69 DPS ที่ 0.40 บาท/หุ้น (XD: 4 ส.ค. 69) คิดเป็น dividend yield ราว 1.3%  

Risks 

ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน, ความเสี่ยงด้อยค่าดีล M&A และความเสี่ยงของประเทศ 

- Advertisement -