บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)

Siam Cement (SCC.BK/SCC TB)*

ผลประกอบการ 2Q69 โดดเด่นเกินคาดอีกในทุกธุรกิจ!

Event 

ผลประกอบการ 2Q69 และแนวโน้ม  

Impact 

กำไร 2Q69 – สูงกว่าทั้งเราและตลาดคาดถึง 46%/41% 

กำไรสุทธิ 2Q69 ของ SCC แข็งแกร่งที่ 1.15 หมื่นลบ. (-33% YoY และ +85% QoQ) ซึ่งสูงกว่าทุกคาดการณ์มากจากผลงานธุรกิจเคมีภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ดีกว่าคาด แต่หากตัดรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากสต๊อกสินค้า (stock gain) และมูลค่ากำไรสุทธิที่จะรับได้ (NRV gain) รวม 1.0 พันลบ.และต้นทุนปรับโครงสร้างธุรกิจ 550 ลบ. กำไรหลัก 2Q69 จะอยู่ที่ 1.08 หมื่นลบ. (+400% YoY และ +497% QoQ) (สูงสุดนับตั้งแต่ 2Q65) ขณะที่ SCC ได้ประกาศจ่ายเงิน DPS ระหว่างกาลงวด 1H69 ที่ 3.50 บาท/หุ้น (XD: 5 ส.ค. 69) (1H68 DPS ที่ 2.50 บาท/หุ้น) คิดเป็น dividend yield ราว 1.4%  

การที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้น QoQ มาจาก chemical spread ของทั้ง PE และ PP ที่แข็งแกร่งมาก ผลงานธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น รวมถึงเงินปันผลรับ (ปกติจะรับรู้ใน 2Q และ 4Q) (นำโดย Toyota และ Siam Kubota) แต่ที่กำไรลดลง YoY หลัก ๆ จากการไม่มีรายการ gain on bargain purchase มูลค่า 1.67 หมื่นลบ.ของ PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ใน Aster Chemicals and Energy Pte. Ltd. (Aster) ที่เกิดขึ้นใน 2Q68 รวมถึงการปรับมูลค่ายุติธรรม (fair value adjustment) ของเงินลงทุน 30.57% ใน CAP ไปเป็นเงินลงทุนอื่น แม้ว่าผลการดำเนินงานของทั้งสามกลุ่มธุรกิจจะดีขึ้นทั้งหมดก็ตาม  

ประเด็นหลัก ๆ 

i) ธุรกิจเคมีภัณฑ์ การดำเนินงานหลักโดดเด่นขึ้นทั้ง QoQ และ YoY จาก chemical spread แข็งแกร่งขึ้น แม้จะถูกฉุดบางส่วนจากปริมาณขายลดลง ผลจากเหตุสุดวิสัยที่โรงงาน Rayong Olefins (ROC) ตั้งแต่ 10 มี.ค. 69 และโรงงาน Longson Petrochemicals Complex (LSP) ตั้งแต่กลางพ.ค. 69 ขณะที่ spread ของ HDPE ดีขึ้นที่ US$525/ton (+62% QoQ และ +45% YoY) และ spread ของ PP ที่ US$437/ton (+53% QoQ และ +24% YoY) ปัจจุบัน ROC ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง โดยการจัดหาวัตถุดิบแนฟทา (Naphtha) จะใช้เวลาราว 1.5 เดือน เพราะต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หากสามารถดำเนินการได้ 

ii) ธุรกิจซีเมนต์และกรีนโซลูชันสีเขียว กำไรของธุรกิจนี้ลดลง QoQ จากปริมาณขายที่ลดลงตามฤดูกาล แม้ราคาขายและประสิทธิภาพบริหารต้นทุนยังดี แม้ขณะนี้ ผลประกอบการยังเติบโต YoY จากราคาขายสูงขึ้นและการลดต้นทุน นอกจากนี้ ยังมีรายการพิเศษที่ไม่ใช่เงินสด (non-cash item) มูลค่า 550 ลบ.จากโครงการรวมฐานการผลิต (manufacturing consolidation program) แต่ปัจจัยกดดันหลักที่ย้งคงเป็นยอดขายที่อยู่อาศัยที่ซบเซา ซึ่งส่งผลให้ปริมาณขายฟื้นตัวได้ช้า 

iii) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ทำสถิติกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ที่ 2.3 พันลบ. (+128% YoY และ +47% QoQ) สูงกว่าเราและตลาดคาด 10% และ 21% ตามลำดับ จากราคาขายที่ปรับขึ้นสูงกว่าคาดทั้งในธุรกิจ Integrated Packaging Business (IPB) และ Fibrous Business (FB) ที่สำคัญ Fajar กลับมาคุ้มทุนในระดับกำไรสุทธิได้สำเร็จ ตามที่ได้กล่าวไว้ในบทวิเคราะห์ SCG Packaging (SCGP.BK/SCGP TB)* ของเรา (21 มิ.ย. 69) เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SCGP ราคาเป้าหมายปี 2570F ที่ 36.00 บาท.  

Valuation and action 

ปัจจุบัน Bloomberg consensus ให้คำแนะนำ SCC ที่ ซื้อ/ถือ/ขาย ในสัดส่วน 46% / 31% / 23% ตามลำดับ (มีสัดส่วนซื้อเพิ่มขึ้นและขายลดลงเทียบกับช่วงก่อนประกาศงบ 2Q69F) โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยของตลาดสูงขึ้น 7% ที่ 243 บาท/หุ้น ปัจจุบัน SCC เทรดที่ค่าเฉลี่ย 5 ปีในอดีตของ EV/EBITDA และ P/BV ระดับ +2 S.D. แม้ในขณะนี้ valuation ที่ตึงตัวมีแนวโน้มลดลง หากมีการปรับเพิ่มกำไรขึ้นอีก ขณะนี้ กำไรหลัก 1H69 ที่ 1.26 หมื่นลบ. (+184% YoY) คิดเป็น 85% ของประมาณการกำไรทั้งปีของตลาด โดยเบื้องต้นคาดกำไรหลัก 3Q69F จะลดลง QoQ (แต่ยังเติบโตแข็งแกร่ง YoY ) ตามปัจจัยฤดูกาล ส่วน catalyst หลัก ๆ ได้แก่ i) การเข้าสู่รอบการปรับเพิ่มกำไรหลังผลงาน 2Q69 แข็งแกร่ง ii) chemical spreads ยังสูงอยู่ iii) โครงสร้าง margin ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และซีเมนต์ดีขึ้น และ iv) synergy จาก PTTGC ที่ตลาดยังประเมินมูลค่าไม่เต็มมูลค่า  

Risks 

การปิดซ่อมบำรุงนอกแผน, อุปทานเกิน, ปัญหา cost overruns และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว 

- Advertisement -