บล.เอเซีย พลัส:
TOP คาดกำไรสุทธิ 2Q69 ลด QoQ สวนทางกลุ่มฯ…ขาดทุนสต๊อกกดดัน (Trading)
Flash Points
-
คาดกำไรสุทธิ 2Q69 อยู่ราว 8.5 พันล้านบาท ลดลง 31.9%qoq ถูกกดดันหลักจากรายการพิเศษที่ในงวดนี้สุทธิแล้วพลิกกลับค่าใช้จ่ายรวมราว 8.6 พันล้านบาท จากงวดก่อนที่เป็นรายได้รวมราว 9.9 พันล้านบาท เป็นผลมาจาก 1) บันทึกกลับเป็นขาดทุนสต๊อกน้ำมันรวม NRV ราว 7.2 พันล้านบาท จากกำไรฯ 1.68 หมื่นล้านบาท 2) บันทึกกำไรจาก Fx ตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลดลงเหลือราว 690 ล้านบาท จาก 2.0 พันล้านบาท และ 3) มีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์บางส่วนไม่ได้คุณภาพตามที่บริษัทกำหนดของโครงการ CFP ราว 1.0 พันล้านบา ถึงแม้ว่าในงวดนี้คาดว่าจะบันทึกขาดทุน Oil Hedging ลดลงมาอยู่ราว 1.5 พันล้านบาท จาก 8.9 พันล้านบาท ก็ตาม
-
หากมาพิจารณาเฉพาะกำไรปกติ 2Q69 คาดจะเพิ่มขึ้นถึง 74.9%qoq มาอยู่ราว 1.7 หมื่นล้านบาท รับผลบวกจากธุรกิจโรงกลั่นที่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า โดยคาด Market GRM จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 21.1 จาก 12.7 เหรียญฯต่อบาร์เรล รับผลบวกจากภาวะสงครามที่เกิดขึ้น Spread ทุกผลิตภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงแม้ว่าจะต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันดิบ, ค่าการประกัน, ค่าขนส่ง และ Crude premium ที่สูงขึ้น QoQ รวมถึงผลกระทบจากการแทรกแซงของภาครัฐในการลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นใน 2Q69 ขณะที่ส่วนแบ่งจากธุรกิจอะโรเมติกส์และ LAB คาดจะลดลงมาอยู่ราว 0.8 จาก 1.1 เหรียญฯ ซึ่ง 0.8 เหรียญฯเป็นส่วนของ LAB ทั้งหมด เนื่องจาก Spread อะโรเมติกส์ 2Q69 ลดลงตามต้นทุน feedstock ก๊าซโซลีนที่เพิ่มขึ้น ส่วน TLB คาดส่วนแบ่งกำไรจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 2.0 จาก 1.5 เหรียญฯ จาก Supply ของ 500SN ที่ตึงตัว
Impact Insight
-
ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการเฉพาะปี 2569 เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มสมมติฐานค่าการกลั่นทั้งปี 2569 มาอยู่ราว 14 เหรียญฯ จากเดิม 7 เหรียญฯต่อบาร์เรล ยกระดับขึ้นจากภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในช่วง 1H69 และต่อเนื่องถึงปัจจุบัน แต่ยังคงคาดว่าจะจบลงในที่สุด แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลา ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปี 2569 จะอยู่ราว 3.0 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว YoY
-
สำหรับ Outlook 3Q69 คาดกำไรปกติจะปรับตัวลดลง QoQ ภายใต้สมมติฐานสงครามไม่ยืดเยื้อยาวนานเช่นรอบแรก ซึ่งจะส่งผลให้แนวโน้มค่าการกลั่นในระยะแรกจะปรับตัวลงมาอยู่ราว 15+- เหรียญฯต่อบาร์เรล (อ้างอิงช่วงเดือน มิ.ย.ที่สงครามคลี่คลาย) แต่ทั้งนี้จะมีแรงกดดันบางส่วนต่อเนื่องจาก Crude Premium ที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากการแทรกแซงของภาครัฐในการลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลที่อาจจะมีมาต่อเนื่องช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกับ Spread ปิโตรเคมีที่มีแนวโน้มลดลงสู่ภาวะปกติหลังสงคราม ขณะที่ bottom line คาดมีโอกาสกลับมาเป็นบันทึกขาดทุนสต๊อกฯได้ จึงถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในช่วง 2H69
Execution
-
ภายใต้ประมาณการใหม่ และปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานปี 2570 เท่ากับ 68 บาทต่อหุ้น แนะนำ Trading ตาม fund flow ที่เข้ามากลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี + อานิสงส์สงครามที่ยังอยู่ + งบ 2Q69 ที่ยังสูง + เงินปันผลระหว่างกาลที่โดดเด่น โดยคาดเงินปันผลทั้งปี 2569 อยู่ราว 4.20 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ต่อปี 6.6% ซึ่งครึ่งปีน่าน่าจะจ่ายราว 2.0-2.2 บาท อย่างไรก็ตามยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น Commodity ในลักษณะ Trading ตามรอบของราคาผลิตภัณฑ์ และกระแส Fund Flow ที่เข้ามาในกลุ่มฯ น่าจะสามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายได้ในระดับที่ดี







