บล.ฟิลลิป:

โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา – CENTEL (CENTEL TB)

โรงแรมในมัลดีฟส์และไทยหนุนการเติบโต

Key Point

เราคาดกำไรหลัก 2Q69E ที่ 112 ลบ. (-89.6% q-q, +7.7% y-y) แม้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาลแต่การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพหนุน EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 24.6% แนวโน้มครึ่งปีหลังมีทิศทางดีขึ้นจากปัจจัยฤดูกาลจากการใช้กลยุทธ์ Yield Management และการมียอดจองล่วงหน้าที่แข็งแกร่งจากกิจกรรมนานาชาติ คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานที่ 42.00 บาทต่อหุ้น

คาดการณ์กำไรหลักเติบโตจากอัตรากำไรที่ดีขึ้น

เราคาดการณ์กำไรหลัก 2Q69E ที่ 112 ลบ. (-89.6% q-q, +7.7% y-y) โดยการลดลงเชิง q-q สะท้อนการอยู่นอกฤดูกาลท่องเที่ยวส่งผลให้รายได้จากห้องพักชะลอลงตามอัตราการเข้าพักที่ลดลง ขณะที่การเพิ่มขึ้นเชิง y-y หนุนจากความสามารถในการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านอัตรากำไรขั้นต้นที่เราคาดว่าจะปรับตัวสูง 41.4% (vs. 40.0% ใน 2Q68) แม้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่เราคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ 38.3% (vs. 37% ใน 2Q68) จากค่าใช้จ่ายทางการตลาด และการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แต่การขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้นสามารถชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ส่วนหนึ่ง ส่งผลให้ EBITDA Margin ที่เราคาดปรับเพิ่มขึ้นสู่ 24.6% (vs. 23.3% ใน 2Q68)

โรงแรมมัลดีฟส์และไทยชดเชยญี่ปุ่นที่อ่อนตัวหนุนรายได้โต y-y

คาดการณ์รายได้รวม 2Q69E ที่ 5,728 ลบ. (-14.7% q-q, +2.3% y-y) จากทั้งธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอาหาร แม้ในเชิง q-q จะอ่อนตัวตามปัจจัยฤดูกาลแต่ในเชิง y-y ยังเติบโต โดยที่รายได้จากธุรกิจโรงแรม คาดอยู่ที่ 2,461 ลบ. หนุนจากรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยรวม (RevPAR) ซึ่งไม่รวมดูไบ ปรับเพิ่มเล็กน้อยที่ +1% y-y หลัก ๆ จากผลการดำเนินงานของโรงแรมในมัลดีฟส์ทั้งโรงแรมเดิมและใหม่ที่อัตราการเข้าพัก (Occ. Rate) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นสู่ 53% (vs. 31% 2Q68) ขณะที่โรงแรมในไทย Occ. Rate ปรับเพิ่มสู่ 70% (vs. 66% ใน 2Q68) จากความต้องการเข้าพักในโรงแรมในกรุงเทพฯ ที่แข็งแกร่งแม้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยจะชะลอตัว ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของโรงแรมในญี่ปุ่นที่ Occ. Rate ปรับลดลงเป็น 63% (vs. 86% ใน 2Q68) และคาดรายได้ธุรกิจอาหารที่ 3,267 ลบ. ได้รับแรงหนุนจากอัตราการเติบโตจากยอดขายรวม (TSS) ที่ 2% จากการขยายจำนวนสาขาที่เพิ่มเป็น 1,510 สาขา (vs. 1,412 สาขา ใน 2Q68) ทำให้สัดส่วนรายได้ระหว่างธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอาหารอยู่ที่ 43:57 (vs. 42:58 ใน 2Q68)

รอการฟื้นตัวของโรงแรมที่เคยโดดเด่น

หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต Centara Mirage Beach Resort Dubai คือหนึ่งในโรงแรมที่ทำผลงานได้โดดเด่น โดยโรงแรมแห่งนี้บันทึก Occ. Rate สูงราว 80-89% และ ARR ราว 5-8 พันบาท/คืน บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดดูไบในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่ในเดือน มี.ค. 69 เกิดความขัดแย้งขึ้นส่งผลให้ Occ. Rate ลดลงสู่ 44% ขณะที่ RevPAR ปรับลดลงไปกว่า 66% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุด ทำให้ดูเป็นความเสี่ยงที่ประเมินได้ค่อนข้างยาก ในทางกลับกันหากสถานการณ์คลี่คลายการฟื้นตัวของ Occ. Rate กลับสู่ระดับ 70-80% จะเป็นตัวส่งสำคัญต่อ RevPAR รวมของ CENTEL จากฐานที่ต่ำ ทั้งนี้ เราคาดส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนใน 2Q69E ที่ 15 ลบ. จากผลการดำเนินงานในดูไบที่อ่อนตัวลงซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 40%

ยอดจองล่วงหน้าเร่งตัวสนับสนุนแนวโน้มครึ่งปีหลัง

เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มครึ่งปีหลังจากก้าวเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวซึ่ง CENTEL ใช้กลยุทธ์บริหารรายได้ (Yield Management) จากห้องพักโดยไม่เร่งจำหน่ายห้องหมดล่วงหน้า แต่คงห้องพักบางส่วนไว้รองรับการจองในช่วงใกล้วันเข้าพัก ซึ่งจะสามารถกำหนดอัตราค่าห้องพักได้สูงกว่า ทำให้มีโอกาสผลักดัน ARR และ RevPAR ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ ได้แก่ การประชุม World Bank และ IMF ในเดือน ต.ค. 69 ที่มียอดจองล่วงหน้าเข้ามาที่ 60-70% ของสัปดาห์วันงาน และงานดนตรีระดับโลก Tomorrowland (Thailand) หนุนให้ทั้ง 2 โรงแรม COSI Pattaya Wong Amat Beach และ Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya มียอดจองล่วงหน้าราว 70-80% ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนประมาณการทั้งปีของเรา

เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานที่ 42.00 บาทต่อหุ้น

เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานที่ 42.00 บาทต่อหุ้น แม้ผลประกอบการ 2Q69E จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาลแต่เราเชื่อว่ากำไรจะทยอยดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังจากก้าวเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวจากการใช้กลยุทธ์บริหารรายได้ (Yield Management) และยอดจองล่วงหน้าที่แข็งแกร่งจากกิจกรรมระดับนานาชาติ นอกจากนี้ หากตะวันออกกลางคลี่คลายจะเป็นตัวเร่งให้ RevPAR รวมดีขึ้น

- Advertisement -