บล.ฟิลลิป:
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป – TU (TU TB)
2Q69 ดีกว่าคาด ปรับประมาณการและราคาขึ้น
Key Point
TU กำไร 2Q69 แกร่งเกินคาด ทำสถิติอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% จากการบริหารราคาและต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ พร้อมปรับเป้ายอดขายและอัตรากำไรปีนี้ขึ้นรับอานิสงส์การฟื้นตัวของตลาดหลักและกลยุทธ์สินค้าพรีเมียม ทิศทาง 2H69 สดใสจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ในสหราชอาณาจักร ขณะที่ธุรกิจ Pet Care และสินค้ามูลค่าเพิ่มยังเป็นเครื่องจักรสำคัญในการสร้างกำไรระดับสูง แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาพื้นฐานใหม่ 14.60 บาท
กำไรสุทธิ 2Q69 ดีกว่าคาด
รายงานผลการดำเนินงาน 2Q69 ที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีกำไรสุทธิ 1.26 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 13.5% q-q) ซึ่งผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ราว 8% ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% จากการบริหารราคาขายที่ทรงประสิทธิภาพและต้นทุนวัตถุดิบที่เอื้ออำนวย ด้านยอดขายรวมอยู่ที่ 3.38 หมื่นล้านบาท (+1.4% y-y, +5.6% q-q) สะท้อนถึงการเติบโตของปริมาณขาย (Volume) ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 4
แนวโน้ม 2H69 คาดดีกว่าครึ่งปีแรก
คาดอุปสงค์ฟื้นตัวต่อเนื่องในสหรัฐฯ และยุโรป โดยมีปัจจัยบวกจากการที่สหราชอาณาจักรยกเว้นภาษีนำเข้าทูน่า (เดิม 24%) ทำให้บริษัทโอนการผลิตจากกานากลับมาไทยเพื่อรับสิทธินี้ รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ไทย-EU ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออกซึ่งคาดจะสำเร็จและมีผลในช่วงกลางปีหน้า ในส่วนของสินค้ามุ่งเน้นกลุ่ม Pet Care สินค้าพรีเมียม (สัดส่วน 52.4%) ซึ่งทำมาร์จิ้นได้สูง และขยายกลุ่ม Value-added ผ่านสินค้าใหม่ เช่น “Stir and Serve” รวมถึงการรับอานิสงส์จากกระแสบริโภคปลาซาร์ดีนเพื่อสุขภาพในสหรัฐฯ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ด้านต้นทุน บริษัทคาดสามารถบริหารจัดการความผันผวนของราคาปลาทูน่าได้ โดยคาดว่าจะแตะระดับสูงสุดใน Q3 (ราว 1,900 ดอลลาร์/ตัน) ก่อนจะอ่อนตัวลงใน Q4 ขณะที่ต้นทุนกุ้งยังอยู่ในระดับต่ำช่วยหนุนธุรกิจอาหารแช่แข็ง นอกจากนี้ได้จัดตั้งทีมเพื่อบริหารค่าใช้จ่าย SG&A โดยเฉพาะคาดว่าจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงได้
ปรับประมาณการกำไรและราคาพื้นฐานขึ้น แนะนำ “ซื้อ”
ทางฝ่ายปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นเป็น 4.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% (จากเดิมที่ 4.4 พันล้านบาท) และปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 14.60 บาท (จากเดิมที่ 13.40 บาท) ซึ่งมี Upside 10.6% จากราคาปัจจุบันที่ 13.20 บาท ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น โดยคาดการณ์ปันผลทั้งปีที่ 0.73 บาท คิดเป็น Dividend Yield 5.5% เมื่อรวมผลตอบแทน (Upside 10.6% + Yield 5.5%) จะได้ 16.1% แนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากผลประกอบการมีคุณภาพสูง มาร์จิ้นทำสถิติใหม่ และการปรับเพิ่มเป้าหมายปีนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยประเมินไว้ แนะนำ “ซื้อ”








