บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):
Delta Electronics (Thailand) (DELTA TB)
จังหวะซื้อรับกำไรฟื้นตัวในช่วง 2H69
เพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 313 บาท
เราปรับเพิ่มคำแนะนำ DELTA เป็น ซื้อ จากเดิม ถือ แม้ว่าจะปรับลดราคาเป้าหมายที่อิงวิธี DDM ลงเหลือ 313 บาท (จากเดิม 336 บาท) เนื่องจากคาดว่ากำไรปกติปี 2569 และ 2570 จะเติบโต 42% และ 47% YoY ตามลำดับแม้ DELTA ยังซื้อขายที่ P/E ปี 2570 ราว 72 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีอยู่ประมาณ 1SD แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแล้วราว 27% จากจุดสูงสุด ทำให้เป็นจังหวะเข้าลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น เพื่อรับการฟื้นตัวของกำไรปกติในช่วง 2H69 และ 1Q70 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขณะเดียวกันเรายังเชื่อว่าการเติบโตจาก AI จะยังคงแข็งแกร่ง โดยคาดกำไรปกติจะเติบโตเฉลี่ย (Core Profit CAGR) 41% ในช่วงปี 2568-2571 (เทียบกับ 17% ในปี 2565-2568) นอกจากนี้ การเติบโตของรายได้จากลูกค้าองค์กรของ Microsoft และ Amazon ยังสะท้อนว่าการลงทุนด้าน AI และ Data Center Infrastructure เริ่มสร้างผลตอบแทนที่ชัดเจน
คาดกำไรปกติ 2H69 ฟื้นตัวแรง หลังสะดุดใน 2Q69
เราปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2569 ลง 12% เหลือ 3.3 หมื่นล้านบาท (+42% YoY) เพื่อสะท้อนผลประกอบการ 2Q69 ที่อ่อนแอกว่าคาด จากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่าปัจจัยลบส่วนใหญ่เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และคาดว่ากำไรปกติใน 2H69 จะฟื้นตัวแข็งแกร่งสู่ 1.8 หมื่นล้านบาท (+35% YoY, +27% HoH) จากการฟื้นตัวของ GPM และการเติบโตของยอดขาย นอกจากนี้ บริษัทได้เพิ่มซัพพลายเออร์รายใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และคาดว่าการตั้งด้อยค่าสินค้าคงคลังประมาณ 800 ล้านบาท ที่บันทึกใน 2Q69 จะสามารถกลับรายการได้ในช่วง 2H69 อีกทั้ง DELTA จะเริ่มเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ที่โรงงานแห่งใหม่ในบางปู ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง
คาด GPM กลับมาขยายตัวอีกครั้งในปี 2570
เราคาดกำไรปกติปี 2570 อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท (+47% YoY) โดยได้รับแรงหนุนจากกำลังการผลิตใหม่จากโรงงานบางปู สัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) และผลิตภัณฑ์ระบบจ่ายไฟสำหรับ AI Server ทั้งนี้ เราคาดว่า GPM จะกลับมาขยายตัวตั้งแต่ 1Q70 เป็นต้นไป เนื่องจากบริษัทสามารถทยอยผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้ ผ่านการเจรจาปรับราคาประจำปี นอกจากนี้ ยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการปี 2570 จากสถาปัตยกรรม 400V/800V HVDC รุ่นใหม่ของ DelTW และผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน ASIC Cloud เช่น TPU (Tensor Processing Unit)
สัดส่วนงบลงทุน (Capex) ที่ลดลงไม่ใช่ประเด็นน่ากังวล
เรามองว่าสัดส่วนงบลงทุนของ DELTA ที่ลดลงเหลือ 23% ของงบลงทุนรวมทั้งกลุ่มในปี 2569E (จาก 30%/33% ในปี 2567/2568) ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากงบลงทุนส่วนหนึ่งของ DelTW จะถูกจัดสรรไปใช้ในธุรกิจใหม่อย่าง SOFC/Microgrid โดย DelTW ยังคงวางให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตหลักสำหรับระบบจ่ายไฟและระบบจัดการความร้อนในกลุ่ม AI/DC ซึ่งสะท้อนได้จากสัดส่วนยอดขายและกำไรขั้นต้นของ DELTA ที่ส่งมอบให้แก่กลุ่มบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 36%/29% ใน 1H69 (เพิ่มขึ้นจาก 26%/21% ในปี 2565) และด้วยโรงงานแห่งใหม่รวมถึงการย้ายโครงการที่มีอัตรากำไรสูงอย่างต่อเนื่องจาก DelTW เราจึงคาดว่า CAGR ของกำไรหลัก DELTA ในปี 2568-2571 จะอยู่ที่ 41% เทียบกับ 17% ในปี 2565-2568








