บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Supalai (SPALI.BK/SPALI TB)*
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท JV ในออสเตรเลียแข็งแกร่งเกินคาดมาก (Neutral‧Upgraded)
Event
ผลประกอบการ 2Q69 และปรับเพิ่มประมาณการกำไร / ราคาเป้าหมาย / คำแนะนำใหม่
Impact
กำไร 2Q69 โดดเด่นที่ 1.65 พันลบ. (+49% YoY และ +310% QoQ)
เมื่อเทียบผลงาน 1Q69 ที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รายได้ธุรกิจขายบ้าน 2Q69 พุ่ง 87% QoQ ที่ 6.8 พันลบ. ด้วย gross margin ที่ 30% ขณะที่ สัดส่วนคชจ. SG&A/sales ลดลงมากที่ 14.5% (-5.2%) ส่งผลให้ core EBIT อยู่ที่ 1.3 พันลบ. (+122% QoQ) เมื่อเทียบ YoY ยังทรงตัวด้วยรายได้จากการขายบ้านที่ 6.8 พันลบ. แต่ gross margin ลดลงทำให้core EBIT โตเพียง 2.5% ขณะที่ ตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลักคือส่วนแบ่งกำไรจาก JV ในออสเตรเลียที่ 890 ลบ. (+100% YoY และ +760% QoQ) กับอัตราภาษีที่แท้จริงลดลง 5 ppts YoY ดังนั้น กำไรสุทธิจริง 2Q69 จึงสูงกว่าเราคาดถึง 118% และสูงกว่าconsensus คาด 111%
กำไรหลัก 1H69 ทรงตัว แต่กำไรสุทธิพุ่งขึ้น 36% YoY ที่ 2 พันลบ.จากบริษัท JV ในออสเตรเลีย
รายได้ธุรกิจขายบ้าน 1H69 ที่ 1.05 หมื่นลบ.มาจากโครงการแนวราบ 8.9 พันลบ. (+7%) และคอนโดฯ อีก 1.5 พันลบ. (-23.5%) แต่ gross margin ลดลงมาเป็น 30% ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาฯ ที่ยากลำบาก แม้สัดส่วนคชจ. SG&A to sales ลดลงที่ 16.4% (-1.2ppts) แต่ core EBIT 1H69 ยังทรงตัว YoY ที่ 1.86 พันลบ. อย่างไรก็ดี ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท JV ในออสเตรเลียที่สูงถึง 993 ลบ. (+72% YoY) และอัตราภาษีที่แท้จริงที่ลดลงเหลือ 30% (จาก 35% ใน 1H68) ช่วยหนุนให้อัตราการเติบโตกำไรสุทธิสูงถึง 36%
การโอน 2 คอนโดฯ ใหม่สร้างเสร็จ (margin สูง) จะเป็นปัจจัยหนุนกำไร 2H69F
กำไรรายไตรมาสปีนี้อาจทำจุดสูงสุดแล้วใน 2Q ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท JV ในออสเตรเลียที่โดยปกติจะพีคในไตรมาสสิ้นสุด มิ.ย. (ช่วงสิ้นสุดปีบัญชีของ JVs ดังกล่าว) หากดูปี 2567-2568 พบว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท JV ใน 2Q คิดเป็น 60% ของตัวเลขทั้งปี ดังนั้น ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเติบโต 2H69F น่าจะมาจากการโอนคอนโดฯ ที่ได้ margin สูง ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัยพัฒนาการมูลค่า 4.6 พันลบ. (ขายได้แล้ว 54%) และ ศุภาลัย คราม เขาเต่ามูลค่า 480 ลบ. (ขายได้แล้ว 37%) ซึ่งน่าจะดันให้ margin โดยรวมดีขึ้น
Valuation & Action
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569F-70F ขึ้น 12-13% ต่อปี บนสมมติฐานส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทลูกสูงขึ้น แต่เราคาดว่า core EBIT อาจยังทรงตัวราว 5 พันลบ.ต่อปี ด้วย backlog คอนโดฯ ที่มีจำกัดราว 800 ลบ. (จาก backlog รวม 1.5 หมื่นลบ.) ซึ่งกำหนดรับรู้รายได้ปี 2570F กับอุปสงค์ตลาดอสังหาฯ ที่ยังเปราะบาง เรามองว่าประมาณการกำไรทั้งปีของเรายังคงมี downside risk ปัจจุบันกำไรใหม่ของเราปี 2569F อยู่ที่ 4.3 พันลบ. (+7.5% YoY) (1H69 คิดเป็น 47% ของประมาณการทั้งปี) และกำไรใหม่ปี 2570F อยู่ที่ 4.5 พันลบ. (+4% YoY) ขณะเดียวกัน เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่เฉลี่ย 12 เดือนที่ 16.80 บาท (จากเดิม 13.30 บาทอิงค่าเฉลี่ย PE) ไปใช้ premium PE ใหม่ที่ 7.5x (+0.5 SD) เพื่อสะท้อนผลประกอบการบริษัท JV ในออสเตรเลียที่แข็งแกร่ง พร้อมกับปรับเพิ่มคำแนะนำขึ้นเป็น “ถือ” จาก “ขาย” ทั้งนี้ บริษัทได้ประกาศจ่าย DPS 1H69 ที่ 0.55 บาท (XD: 25 ส.ค.) คิดเป็น dividend yield ราว 3.5%
Risks
ความเสี่ยงหลัก ๆ คือ ภาวะเศรษฐกิจ ความหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล มาตรการปล่อยสินเชื่อเข้มงวดขึ้นท่ามกลางการยืดหนี้สินในระดับสูงของภาคครัวเรือนรวมทั้งการขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำ








