บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
กลยุทธ์การลงทุน
พอร์ตหุ้นเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% แต่ยัง outperform ตลาดอยู่เล็กน้อย
ตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคมพักฐานเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะเผชิญแรงขายหนักขึ้นในสัปดาห์สุดท้าย โดยปัจจัยในประเทศยังคงเป็นบวก ทั้งจากอัตราการขยายตัวของ GDP 2Q69 ที่แข็งแกร่งเกินคาด และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงสัญญาณจากรัฐบาลว่าจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน และ การท่องเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างประเทศยังคงคลุมเครือ และ ฉุดรั้งกระแสเงินทุนจากต่างชาติ ซึ่งได้แก่ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐ และ อิหร่าน และ แรงกระเพื่อมจากตลาดพันธบัตรสหรัฐที่ทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องออกมาตรการพิเศษเพื่อซื้อพันธบัตรกลับเข้าคลัง
ตลาดน่าจะลดลงอีก เพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกเป็นตัวถ่วง
ในเดือนกันยายน เรามองว่าดัชนี SET อาจจะย่อลงจากเดือนก่อนอีกบ้าง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ซึ่งอาจจะยังกดดันกระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นจากต่างชาติ โดยในขณะที่เราเขียนบทวิเคราะห์ฉบับนี้ สหรัฐ และ อิหร่านกลับมาอยู่ในโหมดของการสู้รบกันอีกครั้ง ในขณะที่เรามองว่ามีความเป็นไปได้ต่ำที่จะกลับมาเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้งในระยะสั้น นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ หลังจากที่นาย Kevin Warsh ประธาน Fed แสดงความเห็นในเชิง hawkish ที่ Jackson Hole symposium สำหรับปัจจัยบวก เรามองว่าปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศยังดีอยู่ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาคเอกชน และ ภาคท่องเที่ยวซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วง high season
หุ้นเด่นเดือนกันยายน: KKP*, GULF*, STECON*, AWC* และ CPN***
KKP:* กำไรสุทธิใน 2Q69 ออกมาดีที่ 2.1 พันล้านบาท (+9% QoQ, +51% YoY) เพราะรายได้ค่าธรรมเนียม wealth management และ กำไรจากการลงทุนแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน คุณภาพสินทรัพย์ยังดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ NPLs ลดลงอย่างมากจากการล้าง legacy NPL ออกไปจากงบดุล ซึ่งจะหนุนให้ credit cost ลดลงได้อย่างยั่งยืนในระยะต่อไป
GULF:* แนวโน้มยังคงดูน่าสนใจ โดยมีอุปสงค์ data center ที่ชัดเจนแล้ว 2–3GW, กำลังการผลิต Direct PPA ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น >2GW และ แผน PDP2026 ที่อาจจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอีก 20–30GW และ กำลังการผลิตจากก๊าซอีก 20GW นอกจากนี้ ต้นทุนการพัฒนาโครงการ RE ที่ต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ยังอาจจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นด้วย
STECON:* บริษัทได้เซ็นสัญญาโครงการใหม่มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท (20% ของเป้าปี 2569F ที่ 5 หมื่นล้านบาท) ทำให้ backlog เพิ่มขึ้นเป็น 1.164 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการที่มีศักยภาพอีกถึง 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการ data center และ โรงไฟฟ้า เรามองว่า STECON เป็นหนึ่งในหุ้นหลักที่จะได้อานิสงส์จากกระแส digital และ การลงทุนในระบบนิเวศที่ทะลักเข้ามา ซึ่งรวมถึง FDI ที่เข้ามาลงทุนใน data center ด้วย
AWC:* เราคาดว่ากำไรของ AWC จะเร่งตัวขึ้นใน 2H69F จากการที่ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยผู้บริหารคาดว่า RevPAR จะโต 18% YoY ใน 3Q69F และ จะโตถึงสองหลักใน 4Q69F นำโดยโรงแรมที่เชียงใหม่, สมุย และ กรุงเทพ สำหรับแนวโน้มในระยะยาว คาดว่าจำนวนห้องพักจะเพิ่มขึ้น 28% ภายในปี 2573F ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำไรเติบโตได้อย่างยั่งยืน
CPN:* CPN จะเปิดห้างใหม่ขนาดใหญ่สองแห่งใน 1H70 ได้แก่ The Central พหลโยธิน และ CenTRal ปทุมวัน และ อีกสองแห่งใน 2H71 ได้แก่ Central GR9 และ Mega Bangna โดยบริษัทบอกว่าพื้นที่เช่าสุทธิ (NLA) จะเพิ่มขึ้นจาก 2.3 ล้านตรม. เป็น +2.8 ล้าน ตรม. ภายในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 5% CAGR ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ค่าเช่า (non-rental income) ให้ถึง 15-20% ของรายได้รวมภายในปี 2573 ภายใต้สมมติฐานยอดขายที่อยู่อาศัยโต 10% CAGR








