บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Kiatnakin Phatra Bank (KKP.BK/KKP TB)*
เติบโตสูง และปันผลสูง (Outperform Maintained)
Event
อัพเดตแนวโน้ม และ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย
Impact
คชจ.สำรองฯ (Credit cost) จะลดลงใน 2H69F
การตั้งสำรองฯ สู่ 1.46% ของสินเชื่อ ภายใต้ผลขาดทุนรถยึด (LOS) ลดลง และ แนวโน้ม NPL ที่ลดลง ในงวด 1H69 (- 20% YoY) จากทุกกลุ่มสินเชื่อ นอกจากนี้ KKP ได้มีการจัดการตัดหนี้สูญในหนี้ค้างบัญชีเป็นเวลานาน (Legacy NPL) ใน 1H69 ทำให้คชจ.สำรอง (credit cost) มีแนวโน้มลดลง อยู่ที่ 1.2-1.3% ใน 2H69 ภายใต้ Credit cost ผ่านจุดสูงสุด จะกลับมาอยู่ในระดับปกติที่ประมาณ 1.2-1.3% ได้ในระยะยาว (เราคาดไว้ที่ 1.3%/1.1% ในปี 2569F/2570F)
ได้ส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจ wealth management เพิ่มขึ้น
KKP ให้บริการบริหารความมั่งคั่ง (wealth management) ผ่านหลายธุรกิจ และ platform ทั้งธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม, asset management & กองทุนส่วนบุคคล เพื่อจับลูกค้ากลุ่ม high-net worth และ digital platform ภายใต้ “Dime” เพื่อจับลูกค้ากลุ่มรายย่อยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ฐานสินทรัพย์ของธนาคารในกลุ่ม high net-worth โต 13% YTD, กลุ่มกองทุนรวม & กองทุนส่วนบุคคลโต 14% และ กลุ่ม Dime โต >60 % โดยมีสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารมากกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งอัตราการเติบโตของ AUM สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 2x ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจ wealth management คิดเป็น 70% ของรายได้ Non-NII ทั้งหมด หรือประมาณ 30% ของรายได้รวม
มีศักยภาพที่จะเติบโตได้จากธุรกิจ IB และ ทำให้ประมาณการกำไรปี 2570F มี upside อีก
ธุรกิจวาณิชธนกิจของ KKP ชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากแนวโน้มดัชนี SET ไม่สดใส เราคิดว่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจขนาดใหญ่ และ FDI ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจะเอื้อให้ธุรกิจ IB ทำรายได้ได้มากขึ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจ IB อยู่ที่ 145 ล้านบาทใน 1H69 (-16% YoY) ซึ่ง ณ จุดนี้ เราใช้สมมติฐานค่าธรรมเนียม IB ปี 2569F/2570F ที่ 312 ล้านบาท/350 ล้านบาท
ปรับเพิ่มกำไรปี 2570F ขึ้นอีก 5% และ ขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2570F ที่ 145 บาท โดยแนะนำซื้อ
เรายังคงประมาณการกำไรปี 2569F เอาไว้เท่าเดิม แต่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570F ขึ้นอีก 5% เพื่อสะท้อนถึงอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นเป็น 17% (จากประมาณการเดิมที่ 8%) นอกจากนี้ เรายัง re-rate PE เป็น 14x (จาก 12.5x) หรือ เท่ากับ PBV ที่ 1.75x จากการขยับไปใช้ประมาณการปี 2570F ทำให้ได้ราคาเป้าหมายปี 2570F ใหม่ที่ 145 บาท (จากเดิมที่ 125 บาท) คิดเป็น premium จาก fair PBV ประมาณ 30% ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการเกาะกุมโอกาสที่จะเพิ่ม ROE และ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 7%
Risks
ผลขาดทุนจากการขายรถที่ยึดมาเพิ่มขึ้น, รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง และ กำไรจากการลงทุนลดลง.








