บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
กลยุทธ์การลงทุน
ธ.กลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย และส่งสัญญาณขึ้นต่อใน ธ.ค. 2569
Fed ขึ้น FFR เป็น 4.00% ตามคาด และ ส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบในปีนี้
เมื่อคืนนี้ FOMC มีมติ 12:0 ให้ขึ้นดอกเบี้ย Fed Fund Rate (FFR) 25bps เป็น 4.00% ซึ่งเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดเอาไว้ ในขณะเดียวกัน ประมาณการ dot-plot ที่แสดงใน figure 1 บ่งชี้ว่า Fed อาจจะขึ้นดอกเบี้ย FFR อีกรอบในเดือนธันวาคมปีนี้ ส่วนในปี 2570 น่าจะไม่มีการปรับดอกเบี้ย FFR จากนั้นจึงอาจลดดอกเบี้ยลงได้ในปี 2571 สรุปแล้ว Fed ตัดสินใจว่าจะใช้นโยบายที่ตึงตัวขึ้นอีกในปี 2569 ในขณะที่จะใช้นโยบายทรงตัวในปีหน้า และ อาจจะเริ่มใช้นโยบายผ่อนคลายรอบใหม่ในปี 2571
นาย Warsh ประธาน Fed บอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังฟื้นตัวได้ดี แต่เงินเฟ้อยังสูงเกินไป
ในการแถลงหลังการประชุมนโยบาย ประธาน Warsh ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังฟื้นตัวได้ดี และ เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ดังนั้น Fed จึงตัดสินใจใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งนี้ Fed ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ขึ้นอีกเล็กน้อยเป็น 2.3% (จากเดิม 2.2%) และ ปี 2571 เป็น 2.4% (จากเดิม 2.3%) และ ยังปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราเงินเฟ้อ core PCE เฉลี่ยปีนี้เป็น 3.4% ก่อนที่จะชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% ในปี 2571
ราคาในตลาด Futures สะท้อนว่ามีโอกาส 88% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบในเดือนธันวาคม 2569
จากท่าที hawkish ของ Warsh และ ประมาณการ dot-plot ทำให้ CME Fed Fund Futures เช้านี้สะท้อนถึงความน่าจะเป็น 88% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อเป็น 4.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม แต่เรามองว่ายังไม่แน่ ขึ้นอยู่กับพัฒนาการในตลาดแรงงานสหรัฐ, สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก, ราคาน้ำมันดิบ และ ประมาณการเงินเฟ้อ
ตลาดได้รับผลกระทบทางลบในระยะสั้น แต่เราเชื่อว่าตลาดน่าจะย่อยสัญญาณใหม่จาก Fed ได้เร็ว
เรามองว่าการตัดสินดอกเบี้ยนโยบาย และ สัญญาณจาก Fed บวกกับระดับราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นลบกับตลาดในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Fed แสดงท่าที hawkish อย่างชัดเจน และ ตลาด Futures สะท้อนความคาดหมายเกือบ 90% ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบในเดือนธันวาคม เราจึงเชื่อว่านักลงทุนน่าจะย่อยวาทกรรมชุดใหม่ของ Fed ได้เร็ว ทั้งนี้ เมื่ออิงจากกาวิเคราะห์ earnings yield gap และ มุมมองของเราในกรณีเลวร้ายที่สุดที่อัตราผลตอบแทน TGB อายุ 10 ปีอยู่ที่ 2.50% เป้าดัชนี SET ของเราอาจจะขยับลดลงจากกรณีฐานที่ 1,780 ไปอยู่ที่ 1,670 ดังแสดงใน figure 2 ซึ่งหากอิงจากหลักกลยุทธ์การลงทุนทั่วไปที่มองว่าดัชนีหุ้นน่าจะน่าสนใจเมื่อมี upside 10% เราพบว่าแม้ในกรณีเลวร้ายที่สุดของอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตร ดัชนี SET ยังไม่น่าจะหลุดลงไปต่ำกว่า 1,500 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เรามองว่ากลุ่มพลังงานต้นน้ำ ซึ่งปลอดภัยจากความเสี่ยงทางด้าน national service และ มีคุณลักษณะของการป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในตัวเองอยู่แล้วน่าจะ outperform โดยเรามองว่า PTT* มีความน่าสนใจ นอกจากนี้ เรายังมองว่าวัฏจักรขาขึ้นของ AI ทั่วโลกจะเดินหน้าต่อไป และ DELTA* ดูคุ้มค่ามากขึ้นหลังจากที่ราคาปรับลดลงมาแล้ว ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มหุ้นขนาดกลาง เราชอบหุ้นธีมการลงทุน ซึ่งได้แก่กลุ่มธนาคาร และ รับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากเรามองว่าไทยไม่น่าจะปรับนโยบายการเงินตาม Fed ของสหรัฐ โดยในสองกลุ่มนี้ เราชอบ KBANK*, KKP*, TTB* และ CK*








