แนวโน้มตลาดหุ้น ธีมการลงทุน และปัจจัยสำคัญ (รักพงศ์ ไชยศุภรากุล, IAA เลขทะเบียนฯ: 19838)
แกว่งตัวกรอบจำกัด… ปัจจัยแวดล้อมยังไม่ชัดเจน
เมื่อวานนี้ ดัชนี SET ปรับตัวลง อ่อนแอเกินคาด… โดยได้รับแรงกดดันจากการกลับมาเทขายหุ้น DELTA ประกอบกับปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นจากการที่กระทรวงพลังงานประกาศปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศ คาดว่าดัชนี SET ในวันพฤหัสบดีนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ทั้งนี้ นักลงทุนมีปฏิกิริยาค่อนข้างจำกัดต่อมติประชุมเฟด ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้ โดยนักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เป็นประเด็นสำคัญ
ฝ่ายวิจัยฯ ประเมิน SET Index เทรดด์ไซด์เวย์ในวันนี้… ฝั่งสหรัฐฯ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง… จากข่าวการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัท Anthropic รวมถึงผลประกอบการของ SK Hynix ที่ทำสถิติสูงสุดทั้งในด้านรายได้และกำไร โดยฝ่ายบริหารของ SK Hynix ระบุว่าปริมาณการผลิต DRAM และ HBM ของบริษัทถูกจองเต็มหมดแล้วจนถึงปี 2029 สำหรับการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นั้น เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FFR) ไว้ที่ 4.00% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เพื่อติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ นอกจากนี้ ประธานเฟดยังได้ให้แนวทางว่า เฟดจะมีบางประชุมที่ไม่มีการพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ในปี 2570-2571
ด้านปัจจัยภายในประเทศ… i) ก.พลังงานประกาศปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศ โดยยกเลิกการรวมต้นทุนสมมติที่เคยคำนวณเสมือนว่าน้ำมันที่กลั่นในประเทศถูกขนส่งมาจากสิงคโปร์ (ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างการขนส่ง) นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดข้อกำหนดการสำรองน้ำมันเหลือ 2/3 ของระดับเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นในการจัดเก็บน้ำมันจริงมากขึ้น ii) ด้านผลประชุม กนง.
หุ้นเด่นเชิงกลยุทธ์
(สุโชติ ถิรวรรณรัตน์, IAA เลขทะเบียนฯ: 28668)
เก็งงบดี: HANA* / รับวัฏจักรการลงทุนใหม่ KTB* BGRIM*
HANA* (เป้าพื้นฐาน 63 บาท) 1) ประเมินแนวโน้มกำไร 3Q69 ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไรปกติ 3Q69 = 305 ล้านบาท (+700% YoY +10% QoQ) และคาดแนวโน้มผลการดำเนินงาน 4Q69 จะดีต่อเนื่องตามอุปสงค์ AI Supply chain ทั่วโลก … คาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะเริ่มฟื้นตัว 2) ราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวหลังพักฐาน ได้ RSI หนุน ประเมินแนวรับ 48.5 บาท / แนวต้าน 50.25 – 51.0 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 53 บาท (Stop loss 46.75 บาท)
KTB* (เป้าพื้นฐาน 50 บาท) 1) ประเมินวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่หนุนการโตของสินเชื่อ เราประเมินการลงทุนเอกชนที่เติบโต จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ โดยล่าสุดคาดบอร์ด Data center เตรียมเสนอหลักการกฎเกณฑ์ที่ประชุม ครม. สัปดาห์หน้า ขณะที่คาดแนวโน้ม NIM ผ่านจุดต่ำสุด 2) Valuation ยังมี Upside คาดปันผลที่เหลือของปีนี้อีก 2.25 บาท/หุ้น (Dividend yield 5%) 3) ประเมินราคาหุ้น Sideway up ประเมินแนวรับ 44 บาท / แนวต้าน 45 – 46 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 48 บาท (Stop loss 43 บาท)
BGRIM* (เป้าพื้นฐาน 23.5 บาท) 1) ประเมินกำไร 3Q69 โตดี + Sentiment บวกบอร์ด Data center คืบหน้า ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไร 3Q69 = 810 ล้านบาท (+55% YoY +20% QoQ) และเราประเมินการประชุมบอร์ด Data center ล่าสุดเริ่มทยอยมีความคืบหน้า … คาดเตรียมสรุปหลักการสำคัญเสนอ ครม. สัปดาห์หน้า 2) ราคาหุ้นเริ่มฟื้นจากกรอบแนวรับ Sideway ประเมินแนวรับ 19.1 บาท / แนวต้าน 19.7 – 20.0 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 21 บาท (Stop loss 18.7 บาท)
หุ้นมีข่าว
(+) DELTA* คาดไตรมาส 4 เด่นสุด อานิสงส์ดีมานด์ ‘เอไอ-ดาต้าเซนเตอร์’ พุ่ง ลากยาวถึงปีหน้า (กรุงเทพธุรกิจ) พร้อมบริหารจัดการสต็อกรับมือ “ซัพพลาย ช็อก” ในตลาดโลก “เดลต้า” ลั่นไตรมาส 4/69 ธุรกิจเติบโตโดดเด่นสุดของปี รับแรงหนุนจาก “คำสั่งซื้อ” และ “การส่งมอบสินค้า” จำนวนมาก ตามรอบฤดูกาล พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มงวดเพื่อรับมือภาวะ “ซัพพลาย ช็อก” ในตลาดโลก ด้านไตรมาส 3/69 ยอดขายพุ่ง 7.5 หมื่นล้าน ดันกำไรสุทธิ 9 เดือนทะลุ 2.2 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 30.5%
(+) CPN* เปิดตัว ‘Thailand Pass’ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง ผ่าน 14 ศูนย์การค้า (ข่าวหุ้น) CPN* จับมือ Emirates Holidays เปิดตัวโครงการ Thailand Pass ลุยเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงจากตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา ผ่าน 14 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลในเมืองท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ มอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ช้อปปิ้งพรีเมียม หวังกระตุ้นการใช้จ่ายสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น และดันไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลก
(+) AWC* ผนึก IHG ลุยพรีเมียม ดึงแบรนด์ Ruby อัพมูลค่า (ทันหุ้น) AWC* เดินหน้าร่วมมือ IHG ยกระดับโรงแรมสู่กลุ่มพรีเมียมไลฟ์สไตล์ เตรียมลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ปรับโฉมโรงแรมกลางสาทร รับแบรนด์ Ruby ครั้งแรกในเอเชีย คาดเปิดบริการครึ่งหลังปี 2570 จ่อแถลงคืบหน้ากองทรัสต์ AWR วันนี้ ด้าน IHG ชูศักยภาพท่องเที่ยวไทย วางเกมขยาย Ruby ในไทยเพียบ
PTTGC* และ SCG Chemicals (SCGC) ประกาศจัดตั้งโครงการร่วมทุน JV ในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย (SET) ความเห็น: การประกาศธุรกรรมร่วมทุนระหว่าง PTTGC และ SCGC ถือเป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์เข้าด้วยกันเป็นบริษัทร่วมทุนใหม่ โดย PTTGC ถือหุ้น 56% คิดเป็นมูลค่าธุรกิจ 104,448 ล้านบาท ในขณะที่ SCGC จะถือหุ้น 44% คิดเป็นมูลค่า 82,066 ล้านบาท อ้างอิงการประเมินมูลค่าด้วยวิธี DCF ทั้งนี้ ธุรกรรมดังกล่าวไม่มีการชำระสิ่งตอบแทนด้วยเงินสด แต่ดำเนินการผ่านการควบรวมกิจการ (Amalgamation) โครงสร้างดังกล่าวมักทำให้ PTTGC ยังคงมีอำนาจควบคุมและสามารถรวมงบการเงินของธุรกิจร่วมทุนได้ตามเดิม โดยมีสิทธิเสนอชื่อ CEO และกรรมการ 4 จากทั้งหมด 7 คนในคณะกรรมการบริษัท ในขณะที่ SCGC มีสิทธิเสนอชื่อกรรมการ 3 คน ทั้งนี้การรวมธุรกิจมีเป้าหมายเพื่อผสานจุดแข็งด้านโรงกลั่นและวัตถุดิบต้นน้ำของ PTTGC เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ของ SCGC ท่ามกลางวัฏจักรปิโตรเคมีขาลงที่กดดันผลการดำเนินงานของทั้งสองกลุ่มอย่างต่อเนื่อง
เรามองว่าธุรกรรมนี้เป็นพัฒนาการเชิงบวกในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบด้านขนาดธุรกิจ (Economies of Scale), ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพด้านวัตถุดิบ, ห่วงโซ่อุปทาน และกระบวนการผลิต โดยคาดว่าจะสร้างผลประโยชน์จากการผนึกกำลัง (Recurring Synergy Benefits) ราว 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ การกำหนดเป้าหมายอัตราส่วน Net Debt to EBITDA ต่ำกว่า 4.0 เท่า ยังสะท้อนความตั้งใจในการบริหารโครงสร้างเงินทุนและลดภาระหนี้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกรรมยังต้องผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 โดยบริษัทกำหนดจัดส่งรายงานความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) พร้อมหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2569 ในขณะที่การปรับโครงสร้างภายในของทั้งสองกลุ่มคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2570 และการควบรวมกิจการคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2570 ทั้งนี้ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลเช่น หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า (กขค.), ระยะเวลาในการดำเนินธุรกรรม และความสามารถในการผสานการดำเนินงานและวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นไปตามแผน
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” PTTGC โดยมีราคาเป้าหมายปี 2570F ที่ 56.00 บาท และ SCC* ราคาเป้าหมายปี 2570F ที่ 305.00 บาท เนื่องจากมองว่าความคืบหน้าของโครงการร่วมทุนระหว่าง PTTGC และ SCGC จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้าง Synergy ในธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนมูลค่าธุรกิจในระยะกลางถึงยาว แม้ยังต้องติดตามความคืบหน้าด้านกฎระเบียบและการดำเนินการตามแผนควบรวมกิจการ
หุ้นที่เคยแนะนำก่อนหน้า
-
โรงไฟฟ้า + Data center: ASEFA (Trailing stop 7.05 บาท) EPG* (Trailing stop 6.35 บาท) GPSC* (Stop loss 49 บาท) GULF* (Stop loss 60.25 บาท) WHA* (Stop loss 4.76 บาท)
-
กลุ่มธนาคารฯ ปันผลดี (Defensive yield): KKP* (Stop loss 114.5 บาท)
-
พลังงานและปิโตรเคมี: PTTGC* (Stop loss 50 บาท)
-
ท่องเที่ยว: AWC* (Stop loss 3.02 บาท) ERW* (Stop loss 3.5 บาท) AOT* (Stop loss 59.5 บาท)
-
หุ้นรับงบฯ 3Q: ADVICE (Stop loss 6.95 บาท) ITC (Stop loss 16.8 บาท) BEM* (Stop loss 6.3 บาท) BTG* (Stop loss 20.7 บาท) NER (Stop loss 4.64 บาท) GLOBAL* (Stop loss 6.6 บาท)
-
Stop loss / Trailing stop: LH* (แนะนำ 20 ต.ค.) SCGP* (แนะนำ 12 ต.ค.)
-
DELTA* แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 320 บาท รายงานกำไรปกติ 3Q69 = 7.1 พันล้านบาท (+11% YoY +28% QoQ) ต่ำกว่าคาด 15% จากอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าคาด แนวโน้มกำไร 4Q69 คาดดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดขายที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ยังคงประเมิน DELTA* จะได้ประโยชน์จากการอัปเกรด AI Supply chain (โดยเฉพาะ 800V HVDC) ประเด็นที่ต้องติดตามคือการเจรจาปรับราคากับลูกค้าจะเป็น Upside ต่อประมาณการฯ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
-
ERW* แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 4.3 บาท ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไรปกติ 3Q69 = 116 ล้านบาท (+108% YoY +61% QoQ) จากการเติบโตของ RevPAR ที่นำโดยอัตราห้องพักเฉลี่ย (ADR) โดยเฉพาะกลุ่ม Luxury และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง แนวโน้มกำไร 4Q69 คาดแข็งแกร่งต่อเนื่อง จากยอดจองล่วงหน้าที่เป็นบวก + เข้า High season โดยคาดกำไรจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ยังคงประมาณการฯและคำแนะนำ “ซื้อ”
-
CENTEL* แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 49 บาท ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไรปกติ 3Q69 = 265 ล้านบาท (+39% YoY +51% QoQ) จากการเติบโตของ RevPAR ในไทยและมัลดีฟส์ ธุรกิจอาหารที่แข็งแกร่ง และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง แนวโน้มกำไร 4Q69 คาดแข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไรปี 2570 โต +14% YoY จากการเปิดโรงแรมที่ปรับปรุงใหม่ การ Ramp-up ของโรงแรมในมัลดีฟส์ และขาดทุนที่ลดลงในดูไบและญี่ปุ่น ยังคงประมาณการฯและคำแนะนำ “ซื้อ”
-
SHR แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 1.9 บาท ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไรปกติ 3Q69 = 144 ล้านบาท (-23% YoY แต่ Turnaround QoQ) กำไรที่ดีคาดจะดีขึ้น QoQ มาจาก RevPAR ในไทยและมัลดีฟส์ที่ปรับตัวดีขึ้น อัตรากำไรที่ฟื้นตัว และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง แม้กำไรยังลดลง YoY จากแรงกดดันด้านอัตรากำไร แต่ฝ่ายวิจัยฯมองว่า 2Q69 เป็นจุดต่ำสุดของกำไรแล้ว แนวโน้มกำไร 4Q69 คาดดีขึ้นต่อเนื่อง QoQ ยังคงประมาณการฯและคำแนะนำ “ซื้อ”
-
ICHI* แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 16.8 บาท ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไรสุทธิ 3Q69 = 363 ล้านบาท (+1% YoY +17% QoQ) ฝ่ายวิจัยฯปรับประมาณการฯกำไรขึ้น จากยอดขายชาพร้อมดื่ม (RTD) และน้ำด่างที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้กำลังการผลิตใหม่ของ Hon Chuan จะหนุนยอดขายน้ำด่างเติบโตต่อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16.8 บาท (เดิม 16.5 บาท) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
-
SCC* แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 305 บาท รายงานกำไรปกติ 3Q69 = 1.8 พันล้านบาท (-84% QoQ) ต่ำกว่าคาด 45% อย่างไรก็ดีฝ่ายวิจัยฯยังคงมองบวกจากการฟื้นตัวของวัฏจักรเคมิคอล นอกจากนี้การร่วมทุน (JV) ระหว่าง SCGC–PTTGC* ยังเป็น Upside เพิ่มเติม โดยตั้งเป้า Synergy 5.1-6.8 พันล้านบาทต่อปี เริ่ม 2H70 ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯ ยังไม่รวมดีล JV ไว้ในประมาณการฯ ยังคงประมาณการฯและคำแนะนำ “ซื้อ”









