Daily Focus: Sentiment ฝั่งเอเชียและกำไรบจ. 3Q24 ยังจำกัด Upside

2025 SET Target: 1600

ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index แกว่งตัว Sideways สลับในแดนบวกและลบระหว่างวัน ก่อนปิดลบ 5.03 จุด ที่ระดับ 1,464.69 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.9 หมื่นลบ. ภาพรวมดัชนีเริ่มถูกถ่วงจาก DELTA GULD ADVANC เป็นต้น หลังมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นกดดัน สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 1.3 พันลบ.และ 1.6 พันลบ. ตามลำดับ (ต่างชาติพลิกมา Short Index Futures 2.7 หมื่นสัญญา)

แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index แกว่งตัว Sideways to Sideways Down ในกรอบ 1,458-1,470 จุด จากบรรยากาศการลงทุนที่ยังไม่สดใสนัก โดยตลาดยังตอบรับการกลับสุ่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯของทรัมป์ ซึ่งเป็นบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่เป็น Sentiment ลบต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงเอเชีย นอกจากนี้ตลาดยังผิดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีเพียงแผนการ Refinance หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นวงเงิน 10 ล้านล้านหยวน ภาพรวม Dollar Index และ Bond Yield สหรัฐฯพลิกกลับมาปรับขึ้น กดดันค่าเงินสกุลเอเชียและคาดยังทำให้กระแสเงินทุนยังค่อนไปในทิศทางไหลออก ส่วนปัจจัยในประเทศกำไรบจ. 3Q24 เท่าที่ประกาศออกมาแล้วค่อนไปในทางต่ำกว่าคาด และเริ่มเห็นตลาดทยอยปรับลดประมาณการ EPS ปิ 2024-25 ลง 3-5% จากช่วง 2 สัปดาห์ก่อน เป็นอีกปัจจัยกดดันดัชนีในด้าน Valuation ที่ตึงตัวขึ้น เรามองดัชนีมีโอกาสชะลอตัวและคาดยังไม่ผ่านแนวต้าน 1,470 และ 1,500 จุดในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เรายังมองโอกาสฟื้นตัวของดัชนีในระยะกลาง-ยาวเข้าหา SET Target มี 2025 ที่ 1,600 จุด ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในทิศทางทย่อยฟื้นตั้ว และได้แรงหนุนจากทังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล รวมถึงผลบวกจากอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มขยับลงบ้าง ขณะที่ Downside คาดยังคงถูกจำกัดจากเม็ดเงินลงทุนของกองทุนวายุภักษ์

กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่คาดแนวโน้มกำไร 3Q24 แข็งแกร่ง // ส่วนที่สะสมในช่วงก่อนหน้ายังถือลงทุนต่อเนื่องระยะกลาง-ยาว

หุ้นเด่นเดือน พ.ย. : MAGURO, MTC, OSP, SFLEX, VIH

FSSIA Portfolio: AOT, CHG, CPALL, CPN, KCG, KTB, MTC, NSL, SFLEX, SHR, TU

หุ้นเด่น Finansia 11 พ.ย. 24 : AAV

  • แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2025 ที่ 3.40 บาท
  • เราคาดกำไรสุทธิ 3Q24 ที่ 3.5 พันลบ. +40x q-q, และพลิกจากขาดทุนปีก่อน หนุนจาก FX Gain ราว 4 พันลบ. หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติคาดที่ 257 ลบ. ยังมีกำไรทรงตัวจากไตรมาสก่อนได้แม้เป็น Lowest Season หนุนจากปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่ม 
  • โมเมนตัมกำไรปกติ 4Q24 คาดเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยยะหนุนจาก High Season ของการท่องเที่ยว และได้แรงหนุนจากจำนวนเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับลง เราคาดกำไรปกติปี 2024-25 ที่ 2.6 พันลบ. +22x y-y และ 2.85 พันลบ. +10% y-y ตามลำดับ 
  • แนวรับ 2.84-2.80 บาท แนวต้าน 2.96-3 บาท

Fund Flow : เมื่อวันศุกร์กระแสเงินทุนยังไหลออกจากภูมิภาคสุทธิต่อเนื่องอีก US$191 ล้าน เม็ดเงินไหลออกสูงสุดที่อินโดนีเซีย US$142 ล้าน รองลงมาคือไต้หวัน US$77 ล้าน ส่วนอาเซียนอื่นๆ เช่น ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ไหลออกประเทศละ US$32-46 ล้าน มีเพียงเกาหลีใต้ที่เม็ดเงินไหลเข้า US$153 ล้าน แนวโน้มของกระแสเงินทุนคาดว่ายังค่อนไปในทิศทางไหลออก โดยตลาดผิดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนที่อ่อนกว่าคาด ขณะที่ Dollar Index และ Bond Yield สหรัฐฯที่พลิกมาขยับขึ้นเป็นอีกปัจจัยกดดันฝั่งเอเชีย

ประเด็นสำคัญวันนี้

(+) CBG กำไรสุทธิ 3Q24 ที่ 741 ลบ. +7%, q-q, +40% y-y ใกล้เคียงที่เราและตลาดคาด เป็นกำไรสูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส รายได้เครื่องดื่มชูกำลังในประเทศทำจุดสูงสุดใหม่ มาจากการทำโปรโมชั่น 2 ขวด 18 บาท ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดทำนิวไฮในเดือน ก.ย.ที่ 25.8% และเฉลี่ย 3Q24 อยู่ที่ 24.9% เพิ่มขึ้นจาก 24.1% ใน 2Q24 อัตรากำไรขันต้นทำได้ดี แนวโน้มกำไร 4Q24 น่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง และเป็นจุดสูงสุดของปี คงคาดกำไรสุทธิปี 2024-25 +48% y-y และ 11% y-y ตามลำดับ และคงราคาเป้าหมาย 88 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”

(+) SAV กำไรสุทธิ 3Q24 ที่ 126 ลบ. +39% q-q, +8% y-y ทำสถิติสูงสุดหลังการระบาดของโควิด-19 สูงกว่าเราคาด 12% ปริมาณเที่ยวบินรวมเติบโต 7% y-y โดยปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 11% y-y ตามการขยายเส้นทางของ AirAsia Cambodia ที่เริ่มให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศตั้งแต่เดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ปริมาณการบินผ่านก็ +7% y-y แนวโน้ม 4024 สดใส และมีมุมมองเชิงบวกต่อจากการขยายตัวในตลาดลาวและปันผลที่น่าสนใจ คงประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย 27 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”

(+) JMT กำไรสุทธิ 3Q24 ที่ 430 ลบ, +17.2% q-q เนื่องจาก ECL ที่ลดลงอย่างมีนัยฯ ตามการจัดเก็บที่สูงขึ้น แต่ยัง -7.8% Y-Y, โดย Cash collection +6.6% q-q และ +5% y-y เป็นผลของการเร่งฟ้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ และหนุนให้ ECL ปรับตัวลดลง โดยค่าใช้จ่ายปรับตัวสูงขึ้น 4.1% Q-Q และ 20.8% y-y กดดันให้ Gross margin ลดลงมาที่ 63.2% จาก 65.2% ใน 2Q24 และ 70.1% ใน 3Q23 เราคงประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย 17 บาท คงคำแนะนำ “ถือ”

(+) STA กำไรปกติ 3Q24 ที่ 995 ลบ. ดีกว่าที่ consensus คาด 10% มาจากธุรกิจยางธรรมชาติที่ทำได้ดีมาก หากไม่รวมขาดทุนจาก STGT เราพบว่ากำไรปกติของยางธรรมชาติ 3Q24 แตะระดับ 1 พันลบ. โต 94% q-q มาจากทั้งปริมาณขายและราคาขายที่สูงขึ้นและมีการขายยาง EUDR มากขึ้น แนวโน้ม 4Q24 ยังมีปัจจัยหนุนจากราคาขาย SICOM ที่ปรับขึ้นต่อ และปริมาณขายยาง EUDR ใน 4Q24 จะลดลง แต่คาดว่าปริมาณขายยางโดยรวม น่าจะยังสูงขึ้น q-q, y-y เพราะลูกค้าน่าจะยังหันมาซื้อยาง Non-EUDR แทน โดยรวมในระยะสั้นยังมองว่า STA มีแนวโน้มดีกว่า STGT

(-) WHA กำไรปกติ 3Q24 ที่ 773 ลบ. -40% q-q, +24% y-y ต่ำกว่าตลาดและเราคาด 8-18% มาจากธุรกิจโรงไฟฟ้า นอกนั้นตามคาด โรงไฟฟ้า Gheco-One อ่อนแอกว่าคาด กำไรที่ลด q-q ยังมาจากยอดโอนที่ดินที่ลดลงจากฐานสูงใน 2Q24 ที่ดินที่โอน 46% เป็นที่ดินตัวเอง และที่เหลือเป็นที่ดินของบ.ร่วม แนวโน้ม 4Q24 ฟื้นแข็งแกร่ง มี backlog 1,250 ไร่ที่รอโอน และกำไร Gheco-One กลับมาเป็นปกติและมีกำไรจากการขาย asset ให้ WHAIR คงคาดกำไรปี 2024-25 ทำ new high ต่อ คงราคาเป้าหมาย 6.40 บาท แนะนำ”ซื้อ”

(-) WHAUP กำไรสุทธิ 3Q24 ที่ 81 ลบ. -76% q-q และ -84% y-y หากรายได้การพิเศษ FX loss จะมีกำไรปกติที่ 274 ลบ. -12% q-q และ -42% Y-y แย่กว่าที่เราและตลาดคาด จาก FX ที่ขาดทุนมากกว่าคาด แนวโน้ม 4Q24 จะฟื้นตัวจากการพลิกกลับมามี FX gain หลังค่าเงินกลับมาอ่อนค่า กำไรสุทธิ 9M24 คิดเป็น 61% ของประมาณการกำไรทั้งปี ซึ่งมี Downside เราอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณและราคาเป้าหมายใหม่ ปัจจุบันเราให้ราคาเป้าหมาย 5.30 บาทและคงคำแนะนำ “ถือ”

(0) ITEL กำไรปกติ 3Q24 ฟื้นอ่อนๆ +49% q-q เป็น 32 ลบ. แต่ยัง -53% y-y และต่ำกว่าคาด 13% จากรายได้ที่ต่ำกว่าคาด รายได้จากการติดตั้งโครงข่ายต่ำกว่าคาด รายได้จาก Data service ยังลดลงต่อ อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเช่นกัน กำไรปกติ 9M24 -36% y-y เป็น 122 ลบ. คิดเป็นเพียง 41% ของทั้งปี เรายังมอง 4Q24 เป็นไตรมาสที่ดีที่สุด แต่มีแนวโน้มปรับกำไรทั้งปีลง ราคาหุ้นที่ underperform กลุ่มฯ น่าจะสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว ราคาเป้าหมาย 3.40 บาทแนะนำ “ซื้อ”

(+) ตลาดดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 259.65 จุด หรือ +0.59% ปิดที่ 43,988.99 จุดโดยตลาดได้แรงหนุนจากชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ และความเป็นไปได้ที่พรรครีพับลิกันจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสนั้นได้เพิ่มความหวังเกี่ยวกับการออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจ

(-) ตลาดหุ้นยุโรป ปิดลบ และปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังจากจีน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการเก็บภาษีศุลกากรของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ที่อาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ

(-) ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดลบ หลังรายงานเงินเฟ้อจีนเดือน ต.ค. ต่ำกว่าที่ตลาดคาดกระทบต่อความกังวลด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

(-) ค่าเงินบาท อ่อนค่า อยู่ที่บริเวณ 34.24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ +0.72%

(-) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ร่วงลง 1.98 ดอลลาร์ หรือ 2.74% ปิดที่ 70.38 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของ อุปทานน้ำมันที่เกิดจากพายุเฮอร์ริเคนในอ่าวเม็กซิโก และนักลงทุนผิดหวังกับการเปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของจีน ในขณะที่เช้านี้ลบอยู่ที่ระดับ 70.29 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือ -0.13%

(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 11.00 ดอลลาร์ หรือ 0.41% ปิดที่ 2,694.80 ดอลลาร์/ออนซ์ และลดลง 1.98% ในรอบสัปดาห์นี้ โดยถูกกดดันจากการแข็งค่า ขึ้นของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดประเมินชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์และแนวโน้มผลกระทบที่จะมีต่อการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในขณะที่เช้านี้ลบอยู่ที่ระดับ 2,692.50 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือ -0.09%

SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 876.85/ -0.42%

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

12 พ.ย. อังกฤษ: อัตราการว่างงาน
13 พ.ย. สหรัฐ: เงินเฟ้อ (ต.ค.)
14 พ.ย. สหรัฐ: Core PPI (ต.ค.)
15 พ.ย. จีน: Retail Sale (ต.ค.)

ญี่ปุ่น: GDP growth rate (3Q24)

สหรัฐ: Fed Chair Powell Speech

อังกฤษ: GDP growth rate (3Q24)

18 พ.ย. ไทย: GDP growth rate (3Q24)
- Advertisement -