KS Daily View 28 พ.ค. 2026>>> ประเมินกรอบของ SET index ที่ 1,550-1,580 จุด สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่แน่นอน ขณะที่ตลาดตอบรับบวกในระดับหนึ่งแล้ว จึงแนะเพิ่มความระมัดระวัง โดยเปลี่ยนจากหุ้น Global play มาสะสม Domestic มากขึ้น โดยวันนี้แนะนำ GULF, ICHI
การลงทุนสัปดาห์นี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,570.95 เพิ่มขึ้น 17.59 จุด (+1.13%) แรงซื้อเด่นในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามธีมเทคโนโลยี AI โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิต่อเนื่องอีก 2,597 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index คาดแกว่งในกรอบ 1,550-1,580 จุด ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับโอกาสการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อยุติสงครามและฟื้นการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยล่าสุด Donald Trump กล่าวว่า “ยังไม่พอใจ” กับความคืบหน้าในการเจรจากับอิหร่าน ส่งผลให้ความคาดหวังต่อข้อตกลงระยะสั้นลดลง ขณะที่สหรัฐฯ ปฏิเสธรายงานของสื่ออิหร่านที่ระบุว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติภายในหนึ่งเดือนหลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกในระยะสั้น อาจมีความผันผวนมาก หลังจากช่วงก่อนหน้ามีแรงเก็งตอบรับเชิงบวกขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นบริเวณที่ SET เข้าใกล้ระดับ 1600 จุด แนะเริ่มระมัดระวังการลงทุนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นระดับ Valuation ที่เริ่มตึงตัว
โดยกลยุทธ์การลงทุนอาจลดน้ำหนักในหุ้นกลุ่ม Global Play และสลับกลับมาทยอยซื้อหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่แนวโน้มผลประกอบการดีมากขึ้น โดยสำหรับวันนี้แนะนำ GULF, ICHI
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
- NVIDIA ประกาศเพิ่มงบลงทุนในไต้หวันสู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อสร้างสำนักงานใหญ่ใหม่ในกรุงไทเปและขยายระบบนิเวศ AI ร่วมกับ TSMC และพันธมิตรหลักในห่วงโซ่อุปทาน โดยตั้งเป้าเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบภายในปี 2030 พร้อมสร้างงานกว่า 4,000 ตำแหน่ง สะท้อนการเร่งลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับ AMD เป็น sentiment บวกต่อหุ้นไทยในกลุ่ม Electronics และ Data Center Supply Chain เช่น DELTA, HANA, KCE และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จากแนวโน้มการลงทุน AI Infrastructure และการย้ายฐานซัพพลายเชนเทคโนโลยีมายังเอเชียที่เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง
- ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยแข่งขันรุนแรงขึ้น หลังธนาคารหันมาเน้นปล่อยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อดึงลูกค้าคุณภาพ ท่ามกลางความระมัดระวังต่อสินเชื่อเสี่ยงประเภทอื่น ส่งผลให้สัดส่วนรีไฟแนนซ์พุ่งแตะ 13-14% ของตลาดรวม เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปี 2561 เป็นบวกต่อกลุ่มอสังหาฯ และผู้บริโภคจากต้นทุนการเงินที่ลดลง แต่การแข่งขันด้านดอกเบี้ยอาจกดดัน NIM ของกลุ่มธนาคารในระยะสั้น โดยหุ้นที่มีพอร์ตสินเชื่อบ้านแข็งแกร่งอาจได้ประโยชน์จากการรักษาฐานลูกค้าคุณภาพมากกว่าเร่งขยายสินเชื่อเสี่ยง
- สงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซดันราคาอะลูมิเนียมโลกพุ่งเหนือ 3,600 ดอลลาร์/ตัน หลังกำลังการผลิตจากตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็น 20% ของตลาดโลกได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Toyota, Nissan และ Mitsubishi ต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นและเริ่มปรับลดคาดการณ์กำไร ขณะที่ภาวะขาดแคลนอะลูมิเนียมอาจลากยาวถึงปี 2027 ถือเป็น sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนไทยที่พึ่งพาการส่งออกหรือเชื่อมโยง Supply Chain ญี่ปุ่น เช่น AH, SAT และ STANLY จากความเสี่ยงต้นทุนวัตถุดิบสูงและแรงกดดันต่อคำสั่งซื้อ
- กระทรวงคมนาคมหารือกับ World Bank เพื่อผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานและหาแหล่งเงินกู้ โดยเร่งเดินหน้าโครงการมอเตอร์เวย์สาย M84 หาดใหญ่–ชายแดนไทย-มาเลเซีย และ M61 ปราจีนบุรี–นครราชสีมา รวมถึงโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเกาะลันตา ขณะเดียวกันยังเดินหน้าระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสายภายในปี 2570 และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวรองรับการเติบโตระยะยาวของประเทศ มุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม เช่น CK, STECON, SCC และ AMATA จากโอกาสประมูลงานใหม่และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้-อีอีซีในระยะถัดไป
หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:
GULF: ราคาพื้นฐาน 67.00 บาท
- เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคของไทยที่มีโครงสร้างกำไรเชิงป้องกัน (defensive earnings profile) แข็งแกร่งที่สุด โดยแนวโน้มการเติบโตใน 2Q26 ยังคงแข็งแรงจากรายได้เงินปันผล การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ Jackson Generation ในสหรัฐฯ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่ปรับตัวดีขึ้น
- ขณะเดียวกัน GULF ยังอยู่ในช่วงการสร้างการเติบโตระยะยาวจากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน AI ผ่านการลงทุนและพัฒนา Data Center ซึ่งจะช่วยวางตำแหน่งให้บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์เชิงโครงสร้างจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI และ Hyperscale Data Center ในประเทศไทยในช่วงหลายปีข้างหน้า
ICHI: ราคาพื้นฐาน 14.70 บาท
- มีจุดเด่นจากการฟื้นตัวของปริมาณขายระยะสั้นและแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่ออัตรากำไร
- เราคาดว่าเอลนีโญ ที่คาดเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีจะเป็นแรงขับเคลื่อนความต้องการบริโภคเครื่องดื่มมากขึ้น และการเติบโตต่อเนื่องของสินค้าที่ไม่ใช่ชา จะช่วยสนับสนุนกำไร ผสานค่าเสื่อมราคาที่ลดลงในปี 2570 จะช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุน PET
- ด้วยการประเมินมูลค่าที่ซื้อขายเพียง 13 เท่า 2026E P/E และอัตราตอบแทนเงินปันผลที่ยั่งยืนระดับ 7-8% เรามองว่าอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงยังน่าสนใจ
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
วันพฤหัส ติดตามดัชนี MPI ของไทย เดือน เม.ย. คาด +0.4%YoY จาก +0.75%YoY ในเดือน มี.ค. ส่วนฝั่งสหรัฐฯเกาะติดตัวเลข US PCE & Core PCE เดือน เม.ย. คาดที่ +3.8%YoY และ +3.3%YoY เร่งขึ้นจาก +3.5%YoY และ +3.2%YoY ตามลำดับ, ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ของ US คาดที่ 2.21 แสนราย, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน US เดือน เม.ย. คาดที่ +3.9%MoM, ยอดขายบ้านใหม่ US เดือน เม.ย. คาด -3.5%MoM, สต๊อกน้ำมันดิบ US รายสัปดาห์
วันศุกร์ ติดตามการปรับน้ำหนัก MSCI Rebalance คาดเม็ดเงินไหลออกสุทธิราว 270 ล้านเหรียญ และรายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือนจาก ธปท. ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น จะมีการรายงานดัชนี Tokyo CPI เดือน พ.ค. คาดที่ +1.6%YoY ขึ้นจาก +1.5%YoY ในเดือน เม.ย.









