บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Siam Global House PCL (GLOBAL.BK/GLOBAL TB)*
ฤดูก่อสร้างกำลังจะผ่านไป
Event
อัพเดตข้อมูลบริษัท, ปรับราคาเป้าหมาย และ ปรับลดคำแนะนำ
Impact
รายได้ภาคเกษตรของไทยกลับมาโตเป็นบวกอีกครั้ง
จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (OAE) รายได้ภาคเกษตรของไทยพลิกกลับมาโตเป็นบวก YoY ที่ 3.8% ในเดือนเมษายน 2569 (Figure 1) หลังจากที่หดตัวลง YoY ติดต่อกันมา 12 เดือน เพราะได้แรงหนุนจากดัชนีการผลิตที่เพิ่มขึ้น 1% YoY (Figure 2) และ ดัชนีราคาที่เพิ่มขึ้น 3% YoY
กำไรใน 2Q69 น่าจะเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ เพราะปัจจัยฤดูกาล
เราคาดว่ารายได้ภาคเกษตรจะฟื้นตัวขึ้น และ ช่วยหนุนอุปสงค์ของสินค้า GLOBAL เพราะบริษัทมีสาขาร้านที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ และ อีสานประมาณ 53% ของร้านทั้งหมด (Figure 19) ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูก ทั้งนี้ จากการตรวจสอบล่าสุดกับทางบริษัท พบว่า SSSG ของ GLOBAL ในเดือนเมษายนเป็นบวกระดับหลักเดียวต่ำ ๆ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับแนวโน้มรายได้ภาคเกษตร ในขณะเดียวกัน จากฐาน SSSG ที่ต่ำในปีที่แล้ว โดยติดลบระดับสิบกลาง ๆ ในเดือนเมษายน และ ติดลบสองหลักในเดือนพฤษภาคม และติดลบหลักเดียวกลาง ๆ ถึงสองหลักในเดือนมิถุนายน (SSSG ใน 2Q68 อยู่ที่ -10.7%) ซึ่งน่าจะเป็นเพราะรายได้ภาคเกษตรอ่อนแอ (-6% YoY ใน 2Q68), ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง, และ หน้าฝนมาเร็วขึ้น เราจึงคาดว่า SSSG น่าจะพลิกมาเป็นบวกได้ใน 2Q69 ในขณะเดียวกัน กลยุทธ์สินค้า house brand ที่ทำให้สัดส่วนยอดขายสินค้า house brand เพิ่มขึ้น (~27.5% ใน 1Q69 จาก 24-25% ใน 1Q68-2Q68 และ 27% ใน 4Q68) น่าจะช่วยหนุนอัตรากำไรของบริษัท ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรของ GLOBAL ใน 2Q69 น่าจะเพิ่มขึ้น YOY แต่ลดลง QoQ (เพราะผลจากปัจจัยฤดูกาล)
คาดว่ากำไรจะน่าสนใจน้อยลงในครึ่งหลังของปีนี้
ราคาหุ้น GLOBAL ขยับขึ้นมาแล้วประมาณ 20% หลังจากที่เราปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ (ดูบทวิเคราะห์ GLOBAL ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2569) ซึ่งน่าจะสะท้อนถึงผลประกอบการในไตรมาสแรกที่ออกมาน่าประทับใจ เรายังคงมองว่ากลยุทธ์ house brand ของบริษัทน่าจะช่วยหนุนอัตรากำไรของบริษัท อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าผลประกอบการจะน่าสนใจลดลงในครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจาก i) รูปแบบกำไรของบริษัทเน้นหนักช่วงต้นปี (front-end load pattern) ดังแสดงใน Figure 6-7 โดยยอดขาย และ กำไรในครึ่งแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 52-58% เพราะผลจากปัจจัยฤดูกาล และ ii) กำไรอาจจะโตลดลง YoY ในครึ่งหลังของปีนี้จากฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงใน 2H68 (ที่ประมาณ 26% จากประมาณ 25% ใน 1H68) และ ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่อาจจะเพิ่มขึ้น (1% ของยอดขาย) และ ต้นทุนด้าน logistic cost (3% ของยอดขาย)
Valuation & action
เราขยับไปใช้ราคาเป้าหมาย 1H70 ที่ 7.40 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก +0.5 S.D.) จากเดิม 7.10 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากผลประกอบการน่าสนใจน้อยลงในไตรมาสต่อ ๆ ไป และ เหลือ upside จำกัด เราจึงปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ”
Risks
เศรษฐกิจชะลอตัวลง, ขยายสาขาได้น้อยกว่าเป้าหมาย, ราคาพืชผลอ่อนแอ, ภัยธรรมชาติ, สินค้าค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก







