รอติดตามเงินเฟ้อสหรัฐฯในสัปดาห์นี้

Market Update

ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดบวก 0.6% การขึ้นเป็นประธานาธิบดีของ Trump ยังเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯจากความคาดหวังเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 2.7% นักลงทุนคลายกังวลอุปทานขาดแคลนหลังพายุล่าสุดลดความเสี่ยงที่จะกระทบกับการผลิตน้ำมัน

Market Outlook

สัปดาห์ก่อนตลาดหุ้นทั่วโลกรับรู้ปัจจัยต่างๆ ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ การประชุม FED ซึ่งพบว่าภายหลังจากทราบปัจจัยข้างต้น Dollar Index แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลุสหรัฐฯ 2 ปีราคาทองคำปรับลง โดย CME FED Watch ให้น้ำหนักราว 65% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% แต่ให้น้ำหนักราว 35% ที่ FED จะคงดอกเบี้ยระดับเดิม สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของตลาดต่อการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องของ FED และอีกปัจจัยอาจสะท้อนว่านักลงทุนมองบวกกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้านค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องทดสอบระดับ 34.12 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ จากก่อนหน้าที่ 33.5 บาท /ดอลลาร์สหรัฐฯ สอดคล้องกับการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ (วันศุกร์ขาย สุทธิในตลาดหุ้นไทย 1.58 พันล้านบาทและนักลงทุนสถาบันขาย 1.2 พันล้านบาท) ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยหนุนในแง่กระแสเงินทุน ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานถือ ว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นจากการมาของ Trump เพราะการกีดกันการค้าทั่วโลกจะรุนแรงมากขึ้น กดดันการส่งออกไทยและอาจมีผลต่อการท่องเที่ยว เสี่ยงจะเกิด Downside Risk ในปีหน้า สำหรับปัจจัยติดตามสัปดาห์นี้ ได้แก่ เงินเฟ้อสหรัฐฯที่มีกำหนดรายงานในช่วงกลางคืนวันพุธ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 2.4%YoY , 0.2%MoM การขยายตัว 2.4% ถือว่าเท่ากับเดือนก่อนหน้า บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯเริ่มทรงตัวเป็นปัจจัยกดดันดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ ปัจจัยถัดมาได้แก่ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานและดัชนีราคาผู้ผลิตในคืนวันพฤหัสบดี Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 2.3%YoY , 2.2 แสนราย ปัจจัยสุดท้ายยอดค้าปลีกสหรัฐฯในวันศุกร์ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 0.3%MoM หากรายงานแล้วสูงกว่าคาดจะเป็นปัจจัยหนุนสหรัฐฯ แต่กดดันหุ้นฝั่งเอเชีย สำหรับจีนช่วงวันหยุดที่ผ่านมาได้รายงานเงินเฟ้อพบว่าขยายตัวเพียง 0.3% YoY ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 0.4%YoY สะท้อนถึงอุปสงค์ยังอ่อนแอ

สัปดาห์นี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1440 – 1480 ยังไร้ปัจจัยหนุนแต่มีแรงกดดันจากกระแสเงินทุน ส่วนปัจจัยพื้นฐานนั้น กำไรบริษัทจดทะเบียนที่รายงานกำไร 9M24 ติดลบ 13% YoY และมีความเสี่ยงที่ปีหน้าจะเกิด Downside Risk จากส่งออกและท่องเที่ยว เพราะความขัดแย้งต่างๆจากสงครามการค้า ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์การลงทุนแนะลดพอรัตการลงทุน แต่หากจะเก็งกำไรระยะสั้นสำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงสูง แนะนำกลุ่มส่งออก (ITC TU) ปัจจัยหนุนเงินบาทอ่อนค่า กลุ่มท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT) ปัจจัยหนุนเข้าสู่ปัจจัยฤดูกาล กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA WHA) ปัจจัยหนุนย้ายฐานผลิมายังประเทศไทยเพราะสงครามการค้า

หุ้นแนะนำซื้อวันนี้

CBG (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 94.00 บาท)

รายงานกำไรสุทธิ 3Q24 ที่ 741 ล้านบาท (+40%YoY, +7%QoQ) ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 9 ไตรมาสใกล้เคียงกับที่เราและ BB consensus คาด เราปรับคำแนะนำขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” ที่มูลค่าพื้นฐาน 94.00 บาท (เดิม 82.00 บาท) หลังปรับประมาณการกำไรปี 2024-25 ขึ้น 2% เพื่อสะท้อนส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศในเชิงปริมาณเติบโตแข็งแกร่ง เราประเมินกำไร 4Q24 เติบโต YoY และ QoQ เราเชื่อว่ากลยุทธ์ขวด 10 บาท ยังผลักดันการเติบโตและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

TU (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 17.60 บาท)

TU งวด 3Q24 มีกำไรสุทธิ 1,400 ล้านบาท (+16%YoY, +15%QoQ) เติบโตจากของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) ที่มีคำสั่งซื้อจากตลาดตะวันออกกลางกลับเข้ามา รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง ( Pet Care) ที่ยังเติบโตดี ขณะที่ธุรกิจอาหารแช่แข็ง (Frozen Seafood) ยังคงลดลง สำหรับแนวโน้มในช่วง 4Q24 คาดว่ารายได้ยังเห็นการเติบโตได้จากปีก่อน แต่ด้วยผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้บริษัทมีการปรับเป้าการเติบโตทั้งปีเป็น 3 -4% ต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย

- Advertisement -